LATEST TECHNOLOGY

ข่าวเทคโนโลยีล่าสุด

AI, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ไอที, ซอฟต์แวร์ และเรื่องเด่นจากโลกดิจิทัล

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

มือถือพังควรซ่อมต่อหรือซื้อใหม่ดี? ไขคำตอบความคุ้มค่าท่ามกลางยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน

broken smartphone repair screen cost new phone

เทียบความคุ้มค่าระหว่างการซ่อมแซมสมาร์ตโฟนเครื่องเก่ากับตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ ในยุคที่ราคาค่าซ่อมและเทคโนโลยีมือถือเปลี่ยนไป พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจง่ายๆ

อุบัติเหตุทำมือถือตกแตกในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน อาจทำให้หลายคนต้องคิดหนักเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเงิน เนื่องจากอุปกรณ์ระดับเรือธงหลายรุ่นมีราคาข้ามหลักพันดอลลาร์ไปแล้ว ขณะที่ค่าซ่อมแซมก็มีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยดอลลาร์ขึ้นอยู่กับความเสียหาย แม้ตัวเลขค่าใช้จ่ายจะโน้มน้าวให้เลือกทางการซ่อมมากกว่า แต่แรงดึงดูดของเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดก็เป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามเช่นกัน

การเปลี่ยนไปใช้สมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ที่มาพร้อมความสามารถในการถ่ายภาพคมชัดยิ่งขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า และฟีเจอร์ใหม่ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์เฉพาะตัวอย่าง Camera Looks presets บน Pixel 11 หรือระบบบันทึกวิดีโอ Dual Capture บนตู้โทรศัพท์ iPhone 17 ที่มีให้ใช้งานเฉพาะบนอุปกรณ์เครื่องใหม่เท่านั้น บทความนี้จะพาไปร่วมพิจารณาว่าควรแกะกล่องมือถือเครื่องใหม่หรือนำเครื่องเดิมไปซ่อมต่อดีกว่ากัน

ควรซ่อมสมาร์ตโฟนอายุ 3 ปีหรือไม่

หน้าจอแตกหรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพถือว่าคุ้มค่าที่จะนำไปซ่อม หากค่าใช้จ่ายในการซ่อมต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดปัจจุบันของอุปกรณ์ และคุณมีแผนที่จะใช้งานต่อไปอีกสักหนึ่งปี การซ่อมที่มีราคาสูงกว่านี้มักจะไม่สมเหตุสมผลในแง่ของการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณใช้งานอุปกรณ์ราคาประหยัดที่มีค่าซ่อมแพง

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ปัญหาเล็กน้อยอย่างพอร์ตชาร์จพังหรือเลนส์กล้องเสียหายอาจคุ้มค่าแก่การซ่อม แต่ความเสียหายจากน้ำอาจไม่คุ้มค่า โดยการประเมินราคาที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากโทรศัพท์มักมาพร้อมกับการอัปเดตซอฟต์แวร์หลายปี ทำให้อุปกรณ์ยังคงใช้งานต่อไปได้หลังได้รับการซ่อมแซม แม้ฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าจะไม่รองรับทุกฟีเจอร์ใหม่ แต่ไอโฟนส่วนใหญ่ของ Apple ก็ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์นานถึง 5 ถึง 7 ปี

นอกจากนี้ นับตั้งแต่การเปิดตัวสมาร์ตโฟนตู้ Galaxy S24 เป็นต้นมา ทาง Samsung ได้ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนการอัปเดตล่าสุดยาวนานถึง 7 ปีสำหรับสมาร์ตโฟนเรือธงซีรีส์ S และ Z ขณะที่โทรศัพท์ซีรีส์ A ราคาประหยัดจะได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นเวลา 3 ปี

ช่วงเวลาใดที่ควรตัดสินใจเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเปลี่ยนโทรศัพท์คือเมื่อประสิทธิภาพการทำงานเริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัดและหมดระยะเวลารับประกันแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ การซ่อมหน้าจอแตกหรือความเสียหายจากน้ำอาจไม่คุ้มค่า เพราะไม่สามารถช่วยคืนประสบการณ์ใช้งานที่ราบรื่นกลับมาได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายจุดพร้อมกัน เช่น เมนบอร์ดพังและตัวเครื่องโค้งงอ จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูงกว่า เว้นแต่คุณจะเลือกใช้บริการคุ้มครองอุปกรณ์อย่าง AppleCare+ หรือ Samsung Care+

แบรนด์ผู้ผลิตอย่าง Apple ยังมีโปรแกรมรีเทิร์นหรือ Trade-in สำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นนอกเหนือจากไลน์อัปปัจจุบัน แม้จะได้รับมูลค่าน้อยกว่าสำหรับอุปกรณ์ที่เสียหายก็ตาม โดยบางร้านอาจมีมูลค่า Trade-in พิเศษในช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง Thanksgiving และ Black Friday

การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือยังเป็นความคิดที่ดีหากคุณกำลังพิจารณาย้ายระบบนิเวศฮาร์ดแวร์ การย้ายจากอุปกรณ์ Android ไปยัง iPhone หรือในทางกลับกัน กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย เนื่องจากทั้งสองแพลตฟอร์มมีเครื่องมือย้ายข้อมูลที่ช่วยถ่ายโอนรูปภาพ รายชื่อติดต่อ และข้อมูลต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ และหากคุณผูกพันกับอุปกรณ์เสริมหรือแกดเจ็ตฝั่งใดฝั่งหนึ่ง การเลือกซื้อจากไลน์อัปที่คุ้นเคยก็ยังคงเป็นทางเลือกที่มีอยู่เสมอ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

ไขข้อข้องใจวิธีตามหาแอปที่หายไปจาก Android Auto พร้อมเคล็ดลับซ่อนแอปที่ไม่ใช้งาน

Android Auto dashboard app launcher smartphone car screen

แนะนำวิธีแก้ปัญหาแอปพลิเคชันหายไปจากหน้าจอ Android Auto พร้อมขั้นตอนการซ่อนและจัดการแอปบนรถยนต์ของคุณอย่างง่ายดาย

Android Auto ถือเป็นระบบปฏิบัติการในรถยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้กว่า 250 ล้านคนทั่วโลก ช่วยให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นผ่านการเข้าถึงเครื่องมือสำคัญอย่างระบบนำทาง แอปพลิเคชันเพลง และการรับส่งข้อความบนหน้าจอรถยนต์โดยตรง แม้จะเป็นระบบที่ใช้งานได้ดี แต่ผู้ใช้หลายคนมักพบกับปัญหาชวนหงุดหงิดเมื่อจู่ ๆ แอปพลิเคชันบางตัวก็หายไปจากหน้าจอหลักโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

ปัญหาแอปพลิเคชันหายไปจากตัวเปิดใช้งานในรถยนต์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องกังวล เพราะในกรณีส่วนใหญ่ แอปไม่ได้ถูกลบออกไปไหน เพียงแต่ถูกระบบจัดการแบตเตอรี่ในโทรศัพท์ปิดการทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงาน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ยังสามารถจัดการซ่อนแอปที่ไม่ต้องการใช้งานออกจากหน้าจอรถยนต์ได้ผ่านการตั้งค่าในอุปกรณ์เช่นกัน

ทำไมแอปพลิเคชันถึงหายไปจาก Android Auto

อาการแอปหายจากหน้าจอรถยนต์เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุด แต่ต้นตอไม่ได้เกิดจากระบบของ Android Auto โดยตรง โดยเฉพาะในสมาร์ทโฟนจากค่าย Samsung ที่มักจะมีฟีเจอร์ปิดการใช้งานแอปอัตโนมัติหากผู้ใช้ไม่ได้เปิดใช้งานเป็นเวลานาน เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ของโทรศัพท์

เมื่อแอปพลิเคชันบนมือถือถูกปิดการทำงานชั่วคราว ตัวแอปก็จะถูกถอดออกจากหน้าจอแอปพลิเคชันของ Android Auto ด้วยเช่นกัน จนกว่าจะมีการเปิดใช้งานขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทำให้แอปที่เราเคยใช้งานประจำจู่ ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

วิธีทำให้แอปพลิเคชันกลับมาแสดงผลบน Android Auto อีกครั้ง

การดึงแอปที่หายไปให้กลับมาปรากฏบนหน้าจอรถยนต์อีกครั้งทำได้ง่ายมาก โดยไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับเมนูตั้งค่าซับซ้อนหรือทำการติดตั้งแอปใหม่ สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงการมองหาแอปนั้นบนโทรศัพท์มือถือแล้วกดเปิดใช้งาน อาจจะต้องอัปเดตแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนหากมีให้อัปเดต จากนั้นจึงทำการเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับ Android Auto อีกครั้ง

เมื่อเปิดใช้งานตัวเปิดแอปในหน้าจอรถยนต์อีกรอบ แอปที่เคยหายไปก็จะกลับมาแสดงผลปกติ การกระทำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณให้ระบบ Android รู้ว่าแอปตัวนี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวและใช้งานอยู่ จึงกู้คืนสถานะกลับมายังหน้าจอรถยนต์ให้โดยอัตโนมัติ

วิธีป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันปิดตัวอัตโนมัติ

วิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันหายไปจาก Android Auto คือการใช้งานแอปนั้นอย่างสม่ำเสมอ แต่หากเป็นแอปที่นาน ๆ ครั้งจะหยิบมาใช้ เช่น แอปฟังหนังสือเสียง ก็มักจะเข้าสู่โหมดพักการใช้งานตามธรรมชาติของระบบ

ผู้ใช้สามารถป้องกันปัญหานี้ได้ด้วยการปรับแต่งค่าในโทรศัพท์มือถือ โดยเข้าไปที่การตั้งค่า เลือกหัวข้อแบตเตอรี่หรือการดูแลอุปกรณ์ จากนั้นไปที่การจำกัดการใช้งานพื้นหลัง แล้วค้นหาตัวเลือกปิดการใช้งานแอปที่ไม่ได้ใช้หรือใส่แอปที่ไม่ได้ใช้งานให้อยู่ในโหมดสลีป ก่อนจะทำการปิดการตั้งค่าดังกล่าว

วิธีซ่อนและปรับแต่งแอปพลิเคชันใน Android Auto

ระบบ Android Auto ไม่มีปุ่มกดซ่อนแอปแยกต่างหากบนหน้าจอรถยนต์เหมือนกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนทั่วไปที่ไม่สามารถกดค้างที่ไอคอนเพื่อลบออกได้ แต่ผู้ใช้สามารถควบคุมสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอได้ด้วยการปรับแต่งตัวเปิดแอปพลิเคชัน

ผู้ขับขี่สามารถจัดการหน้าจอให้เป็นระเบียบได้โดยไปที่การตั้งค่าบนหน้าจอรถยนต์ เลือกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ เลือก Android Auto แล้วเข้าไปที่การปรับแต่งตัวเปิดแอปพลิเคชัน จากนั้นทำเครื่องหมายถูกในช่องแอปที่ต้องการให้แสดงผล และเอาเครื่องหมายถูกออกในแอปที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน

นอกจากนี้ควรจำไว้ว่าไม่ใช่แอปพลิเคชันทุกตัวในโทรศัพท์ที่จะรองรับการทำงานบน Android Auto โดยจะมีเพียงแอปที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่เท่านั้นที่จะแสดงผลในเมนู เช่น แอปรับส่งข้อความ แผนที่ และสตรีมมิ่งเพลง โดยจะไม่สามารถค้นหาเกมหรือแอปสตรีมมิ่งวิดีโออย่าง Netflix บนหน้าจอรถยนต์ได้

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

ปัญหาคาใจผู้ใช้สมาร์ตโฟนจอพับ ทำไมวางบนโต๊ะแล้วถึงโยกเยก และอุปสรรคอื่น ๆ ที่ยังต้องแก้

Samsung Galaxy Z Fold foldable phone camera bump wobble

สำรวจปัญหาและอุปสรรคของสมาร์ตโฟนจอพับ ทั้งอาการโยกเยกจากกล้องนูน รอยพับบนหน้าจอ ข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ และราคาที่สูง แม้เวลาจะผ่านไปเจ็ดปีแล้วก็ตาม

แม้ว่าสมาร์ตโฟนจอพับจะเดินทางมาไกลนับตั้งแต่ Samsung เปิดตัว Galaxy Fold รุ่นแรกเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว โดยมาพร้อมหน้าจอที่ล้ำสมัยขึ้นและดีไซน์ที่บางลง แต่โทรศัพท์ประเภทนี้ก็ยังไม่ได้รับความนิยมในวงกว้างเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนทั่วไป

ผู้ผลิตจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาสำคัญหลายประการ หากต้องการให้สมาร์ตโฟนจอพับเข้าถึงผู้บริโภคทั่วไปได้มากกว่านี้ นอกเหนือจากความเปราะบางและรอยพับตรงกลางหน้าจอที่ยังคงมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่น่ารำคาญใจไม่แพ้กันในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ปัญหาความโยกเยกเมื่อวางราบกับพื้นผิว

ปัญหาใหญ่ที่ผู้ใช้มักบ่นกันบ่อยครั้งคือความโยกเยกเวลาวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากโมดูลกล้องหลัง ในปัจจุบันสมาร์ตโฟนเกือบทุกรุ่นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีฐานกล้องนูนขึ้นมาด้านหลัง และปัญหานี้จะยิ่งเด่นชัดมากขึ้นในสมาร์ตโฟนจอพับที่บริษัทผู้ผลิตพยายามออกแบบให้ตัวเครื่องมีความบางที่สุด

เมื่อตัวเครื่องบางลงแต่เซ็นเซอร์กล้องยังคงต้องการพื้นที่ภายใน ทำให้เลนส์ยื่นล้นออกมาจากตัวเครื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เวลาวางโทรศัพท์ลงบนพื้นเรียบ ตัวเครื่องจะเกิดอาการสั่นคลอนและโยกเยกอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้จำนวนมากบนแพลตฟอร์ม Reddit ต่างพากันบ่นถึงปัญหาดังกล่าวในรุ่นใหม่อย่าง Galaxy Z Fold 8 ที่มีการจัดวางโมดูลกล้องในแนวตั้งจนทำให้ตัวเครื่องเอียงเวลาวาง

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ทางออกในตอนนี้ดูเหมือนจะมีไม่มากนัก เนื่องจากการทำให้โทรศัพท์หนาขึ้นเพื่อให้หลังเครื่องเรียบเสมอกันคงเป็นเรื่องยากในยุคที่ผู้คนต้องการความบางเบา การหาเคสด้านหลังหนา ๆ มาใส่จึงอาจเป็นทางเลือกเดียวในการช่วยลดอาการโยกเยกนี้

ข้อแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ในการใช้งานสมาร์ตโฟนจอพับ

การใช้สมาร์ตโฟนจอพับมอบความเพลิดเพลินในการพกพาอุปกรณ์ขนาดเท่าแท็บเล็ตขนาดเล็กในกระเป๋าเสื้อผ้าได้ แต่มันก็มาพร้อมกับข้อแลกเปลี่ยนมากมาย นอกเหนือจากปัญหาเรื่องกล้องนูนแล้ว รอยพับตรงกลางหน้าจอยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดสังเกต โดยเฉพาะหลังจากเปิดและปิดใช้งานต่อเนื่องไปสักระยะหนึ่ง หน้าจอจะเริ่มมีลักษณะคล้ายพลาสติกยับที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น

ด้านซอฟต์แวร์ยังคงเป็นอีกหนึ่งอุปสรรค โดยเฉพาะบนระบบปฏิบัติการ Android ที่ยังมีแอปพลิเคชันจำนวนไม่มากนักที่ได้รับการปรับแต่งให้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอขนาดใหญ่ได้อย่างเต็มที่ แอปพลิเคชันบางตัวอย่าง TikTok ยังคงแสดงผลในรูปแบบที่แปลกตาบนหน้าจอที่กว้างและสั้นของ Z Fold 8 ซึ่งเป็นจุดที่ฝั่ง iOS อาจได้เปรียบกว่าเนื่องจากแอปพลิเคชันมักปรับตัวเข้ากับฟีเจอร์ใหม่ได้เร็วกว่า

ราคาสูงแต่ฮาร์ดแวร์ยังตามหลัง

อีกหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือราคาจำหน่ายที่สูงกว่าสมาร์ตโฟนทั่วไปค่อนข้างมาก แต่กลับไม่ได้ให้ฮาร์ดแวร์ที่ดีที่สุดมาด้วย ตัวอย่างเช่น Galaxy Z Fold 8 ที่มีราคาสูงถึง 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับขาดฟีเจอร์สำคัญบางอย่าง เช่น ซูมแบบออปติคอล 5 เท่า และระบบชาร์จเร็ว 60W เมื่อเทียบกับรุ่นใหม่อย่าง S26 Ultra

ในขณะที่สมาร์ตโฟนจอพับรุ่นอื่นที่กำลังจะเปิดตัวก็คาดว่าจะไม่มีเลนส์เทเลโฟโต้และระบบ Face ID เช่นกัน แม้ว่าในอนาคตผู้ใช้จะไม่ต้องเลือกระหว่างหน้าจอพับกับฟีเจอร์ที่คาดหวังอีกต่อไป แต่ในตอนนี้ผู้บริโภคก็ยังคงต้องชั่งน้ำหนักและตัดสินใจเลือกประเภทของสมาร์ตโฟนที่ตอบโจทย์การใช้งานของตนเองมากที่สุด

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

Samsung ขยายไลน์อัป Galaxy Book 6 เปิดตัวรุ่นประหยัดราคาเริ่มต้น 799 ดอลลาร์

Samsung Galaxy Book 6 laptop budget

Samsung เปิดตัว Galaxy Book 6 รุ่นใหม่เอาใจคนงบประหยัด ราคาเริ่มต้น 799 ดอลลาร์ มาพร้อมชิป Intel แบตเตอรี่ใช้งานยาวนานถึง 25 ชั่วโมง และฟีเจอร์ AI ครบครัน

Samsung ประกาศขยายครอบครัวแล็ปท็อปในตระกูล Galaxy Book 6 เพิ่มเติมด้วยรุ่นใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีราคาประหยัดยิ่งขึ้น โดยวางตำแหน่งให้เป็นตัวเลือกฝั่ง Windows ที่เข้ามาแข่งขันในตลาด โดยรุ่นเริ่มต้นนี้จะมีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 799 ดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ทางบริษัทได้เคยเผยโฉมซีรีส์ Galaxy Book 6 ไปแล้วในงาน CES ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเริ่มวางจำหน่ายสามรุ่นแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม โดยรุ่นพื้นฐานในตอนนั้นมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,050 ดอลลาร์ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ทางบริษัทได้เพิ่มรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon X2 Elite เข้ามาในราคา 2,100 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้รุ่นราคา 799 ดอลลาร์นี้กลายเป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุดในไลน์อัปปัจจุบัน

สเปกและประสิทธิภาพภายใน

สำหรับรุ่นใหม่นี้จะขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Intel Core 3 หรือ Core 5 ขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าและภูมิภาคที่วางจำหน่าย ในส่วนของหน่วยความจำภายในและแรม ผู้ใช้สามารถเลือกปรับแต่งได้ตามความต้องการ โดยมีตัวเลือกความจุตั้งแต่ 256GB, 512GB ไปจนถึง 1TB รวมถึงแรมที่มีให้เลือกทั้งขนาด 8GB และ 16GB

สินค้าแนะนำ
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที
เลือกดูคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ด้านการแสดงผล แล็ปท็อปรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 1,920 x 1,200 พิกเซล พร้อมเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน (anti-glare finish) จุดเด่นสำคัญคือแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 25 ชั่วโมงต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบชาร์จไว 45W มาให้ในกรณีที่ต้องการพลังงานอย่างเร่งด่วน

พอร์ตเชื่อมต่อและฟีเจอร์ AI

ในด้านการเชื่อมต่อ ตัวเครื่องเพียบพร้อมไปด้วยพอร์ต USB Type-C จำนวน 2 ช่อง, USB Type-A จำนวน 1 ช่อง, พอร์ต HDMI 1.4 และช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ อย่างครบครัน

ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ทันสมัย เช่น AI Select ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกเนื้อหาบนหน้าจอได้อย่างสะดวก และ Note Assist สำหรับช่วยสรุปบันทึกย่อพร้อมดึงข้อมูลสำคัญขึ้นมาให้ตรวจสอบภายหลังได้ทันที

การเชื่อมต่ออีโคซิสเต็มและตัวเลือกสี

เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ในตระกูล Galaxy ผู้ใช้จึงสามารถแชร์และเข้าถึงไฟล์ข้ามอุปกรณ์ Galaxy อื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถใช้ Galaxy Tab เป็นหน้าจอแสดงผลที่สองได้อีกด้วย

Samsung วางจำหน่าย Galaxy Book 6 รุ่นใหม่นี้ในตลาดเฉพาะกลุ่มก่อน โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา (Gray) และสีเงินไวโอเลต (Violet Silver) ซึ่งนถือเป็นรุ่นแรกในไลน์อัปที่มาพร้อมกับตัวเลือกสีสันดังกล่าว

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

ย้อนวันวาน Android จากจุดเริ่มต้นในปี 2008 สู่ระบบปฏิบัติการสุดล้ำในปัจจุบัน

T-Mobile G1 Android 1.0 Google phone comparison

ย้อนดูวิวัฒนาการระบบปฏิบัติการ Android ตั้งแต่รุ่นแรกบนสมาร์ทโฟน T-Mobile G1 ในปี 2008 จนถึงเวอร์ชันปัจจุบันที่มีความเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ย้อนกลับไปในเดือนกันยายนปี 2008 สมาร์ทโฟน T-Mobile G1 วางจำหน่ายได้เพียงไม่กี่วัน การได้ถือมันในมือเปรียบเสมือนการกุมอนาคตไว้ ตัวเครื่องภายนอกอาจดูเก้งก้างและเป็นก้อนพลาสติกบิดเบี้ยวตามภาพถ่ายออนไลน์ แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน่าทึ่ง โทรศัพท์รุ่นนี้เป็นผลงานจากการที่ HTC ส่งวิศวกรกว่า 50 ชีวิตไปใช้ชีวิตในแคลิฟอร์เนียเพื่อร่วมออกแบบกับ Google

G1 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 1.0 ในชื่อรหัส Cupcake และได้รับการอัปเกรดเป็น 1.6 Donut ในเวลาต่อมา แม้ว่าในภายหลัง Google จะยกเลิกการใช้ชื่อขนมหวานตั้งแต่ Android 10 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนว่าความสนุกสนานในซิลิคอนแวลลีย์เริ่มจางหายไป แต่ในยุคเริ่มต้นนั้นมันช่วยสร้างเสน่ห์ชวนมองที่ตัดกับแนวทางที่ดูจริงจังและเน้นความเหมือนจริงของ iOS จากฝั่ง Apple ได้เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นที่ขาดหายแต่วางรากฐานไว้อย่างมั่นคง

ระบบปฏิบัติการ Android ในยุคแรกยังขาดฟีเจอร์สำคัญหลายอย่าง เช่น แป้นพิมพ์บนหน้าจอและฟังก์ชันคัดลอก-วาง ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาใน Android 1.5 ในปีถัดมา รวมถึงการรองรับมัลติทัชซึ่งเป็นนวัตกรรมหลักของ iPhone ก็ยังไม่มีในตอนนั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีมาตั้งแต่เริ่มต้นคือ Android Market ซึ่งในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Google Play Store โดย Google เข้าใจตั้งแต่แรกเริ่มในสิ่งที่ Steve Jobs เคยต่อต้านในตอนแรก และ Windows Phone คว่าน้ำไม่เป็นท่าในภายหลัง นั่นคือการได้รับการสนับสนุนจากนักพัฒนาภายนอกสามารถชี้วัดความอยู่รอดของแพลตฟอร์มได้

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

องค์ประกอบส่วนติดต่อผู้ใช้ที่สำคัญและยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันคือแถบการแจ้งเตือน ซึ่ง Google ทำออกมาได้ดีตั้งแต่แกะกล่อง การดึงหน้าจอจากด้านบนลงมาจะเผยรายการแจ้งเตือนที่ยังไม่ได้อ่าน แม้จะมีวิวัฒนาการผ่านกาลเวลา แต่วิธีคิดพื้นฐานนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และแม้แต่ iPhone ก็ยังนำแนวทางนี้ไปใช้ในที่สุด

ความแตกต่างและการเติบโตของระบบนิเวศ

เมื่อเปรียบเทียบ Android 1.0 กับเวอร์ชันล่าสุดในปัจจุบัน จะพบความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจควบคู่ไปกับความแตกต่างอันมหาศาล ปัจจุบันมีตัวเลือกของ Android หลากหลายรูปแบบมากขึ้น โดยช่วงปลายปี 2010 ผู้ผลิตอย่าง LG, Sony และ Samsung ต่างพากันออกสมาร์ทโฟนของตนเองที่มีสไตล์ภาพและฟีเจอร์แตกต่างกันไป

สมาร์ทโฟนอย่าง Google Pixel และ Samsung Galaxy ในยุคปัจจุบันรันซอฟต์แวร์ที่มีหน้าตาแตกต่างกันอย่างชัดเจน ยิ่งถ้ารวมแบรนด์อื่นอย่าง Motorola หรือ Xiaomi เข้าไปด้วยแล้วยิ่งมีความหลากหลาย สมาร์ทโฟนเรือธงในปัจจุบันมาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาดใหญ่และมีอัตรารีเฟรชสูง เมื่อเทียบกับหน้าจอ LCD ขนาด 3.2 นิ้วอันจิ๋วบน T-Mobile G1

ในปี 2012 ทาง Google ได้เปิดตัว Project Butter ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยให้ Android ทำงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้น หลังจากที่เคยมีชื่อเสียงในด้านประสบการณ์ใช้งานที่กระตุกและหน่วง สิ่งนี้ช่วยให้ Android มีความยืดหยุ่นและแสดงออกได้มากขึ้นในเวลาต่อมา พร้อมกับระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งการส่งข้อความ RCS ที่เข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง Quick Share สำหรับแชร์ไฟล์ และการเชื่อมต่อกับนาฬิกาอัจฉริยะผ่าน WearOS

ในทางกลับกัน แผนการที่รัดกุมขึ้นของ Google สำหรับอนาคตของซอฟต์แวร์ได้ดึงระบบนิเวศแอปพลิเคชันให้อยู่ใต้การควบคุมที่แน่นหนาขึ้น ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายโดยเฉพาะ Samsung ได้ล็อกบูตโลเดอร์และถอดฟีเจอร์ฮาร์ดแวร์ออก เช่น ช่องเสียบหูฟัง ช่องอินฟราเรด และช่องใส่การ์ด SD ส่งผลให้ Android ในปัจจุบันกลายเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความโตเต็มวัยและมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ส่วนใหญ่ แต่กลับมีความน่าตื่นเต้นน้อยลงสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานระดับ enthusiast

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วิธีปิดการใช้งานดิจิทัลวอลเล็ตทันทีเมื่อทำสมาร์ตโฟนหาย เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล

lost smartphone digital wallet screen lock android apple pay

แนะนำวิธีปิดการใช้งานดิจิทัลวอลเล็ตบนสมาร์ตโฟน Android, iPhone และ Samsung ทันทีเมื่อทำโทรศัพท์หาย เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลส่วนตัว

ความตื่นตระหนกมักเกิดขึ้นทันทีที่คุณควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าแล้วพบว่ามันหายไป ไม่ว่าจะลืมไว้ที่ร้านกาแฟหรือในสนามบิน สิ่งแรกที่คุณควรนึกถึงคือการตามหาผ่านเครื่องมือระบุตำแหน่งอย่าง Find My บน iPhone หรือ Find Hub บนอุปกรณ์ Android หากไม่สามารถตามคืนได้ทันที การปกป้องข้อมูลส่วนตัวถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด

เป้าหมายสำคัญอันดับแรกคือการจัดการกับดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่เก็บได้เข้าถึงบัตรชำระเงิน บัญชีสะสมคะแนน ตั๋วดิจิทัล บัตรของขวัญ หรือแม้แต่กุญแจรถดิจิทัลและบัตรประจำตัวประชาชนบนมือถือ โชคดีที่คุณสามารถปิดการเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลเหล่านี้จากระยะไกลได้ง่ายๆ โดยใช้อุปกรณ์เครื่องอื่น เช่น แท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือโทรศัพท์ของสมาชิกในครอบครัว

วิธีปิดการใช้งานดิจิทัลวอลเล็ตบน Android

สำหรับผู้ใช้ระบบ Android ขั้นแรกคือการรักษาความปลอดภัยของโทรศัพท์ด้วยการทำเครื่องหมายว่าสูญหาย โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ Find Hub บนอุปกรณ์ใดก็ได้ ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google เลือกอุปกรณ์ที่หาย และคลิกที่ตัวเลือกทำเครื่องหมายว่าสูญหาย ระบบจะให้คุณใส่ PIN รูปแบบการล็อก หรือรหัสผ่าน ซึ่งจะทำให้โทรศัพท์ออกจากระบบบัญชี Google และลบบัตรทั้งหมดออกจาก Google Wallet ทันที

คุณยังสามารถตั้งข้อความให้แสดงบนหน้าจอล็อกพร้อมเบอร์โทรติดต่อกลับ เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นติดต่อส่งคืนเครื่องได้อย่างปลอดภัย เมื่อได้โทรศัพท์คืนมาแล้ว คุณสามารถเพิ่มบัตรกลับเข้าไปใน Google Wallet ได้ตามปกติ แต่หากไม่สามารถเข้าถึงบัญชี Google ได้ ให้ใช้ฟีเจอร์ Remote Lock โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ android.com/lock ผ่านเบราว์เซอร์ กรอกเบอร์โทรศัพท์และข้อมูลยืนยันตัวตนเพื่อล็อกเครื่องทันทีที่อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ตโฟน Samsung Galaxy จะมีระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมหากเปิดใช้งาน SmartThings Find ไว้ โดยค่าเริ่มต้นระบบจะทำการล็อก Samsung Wallet และระงับการทำธุรกรรมจนกว่าคุณจะยืนยันตัวตน เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ SmartThings Find ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Samsung เลือกโทรศัพท์ของคุณ และกดล็อก ซึ่งจะช่วยตัดการเข้าถึงกระเป๋าเงินและบัตรดิจิทัลทั้งหมดทันที

วิธีปิดการใช้งาน Apple Wallet บน iPhone

กระบวนการบน iPhone มีความคล้ายคลึงกัน โดยให้เปิดแอปพลิเคชัน Find My บนอุปกรณ์ Apple เครื่องอื่นเพื่อค้นหาโทรศัพท์ หรือเปิดใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ จากนั้นแตะเลือกอุปกรณ์และเปิดโหมดสูญหาย ซึ่งจะทำการล็อก iPhone และป้องกันการเข้าถึง Apple Pay หากคุณได้อุปกรณ์คืนและยืนยันตัวตนอีกครั้ง เนื้อหาทั้งหมดใน Apple Wallet จะถูกกู้คืนมาเหมือนเดิม

หากไม่สามารถค้นหาอุปกรณ์ผ่าน Find My ได้ หรือต้องการความปลอดภัยที่เด็ดขาดขึ้น คุณสามารถลบบัตรออกจากวอลเล็ตได้อย่างถาวร โดยไปที่การตั้งค่าบนอุปกรณ์ Apple เครื่องอื่น แตะชื่อของคุณ เลือกอุปกรณ์ที่หาย ค้นหาเมนู Wallet & Apple Pay แล้วเลือกรายการลบออก หรือจะดำเนินการผ่านการลงชื่อเข้าใช้ Apple Account บนเว็บเบราว์เซอร์ก็ได้เช่นกัน

ขั้นตอนเพิ่มเติมเมื่อโทรศัพท์หาย

ในระหว่างที่โทรศัพท์ยังสูญหาย ควรตรวจสอบการตั้งค่าความปลอดภัยของบัญชี Google, Apple หรือ Samsung จากอุปกรณ์เครื่องอื่น เพื่อดูว่าบัญชีของคุณถูกเข้าสู่ระบบจากที่ใดบ้าง ช่วยให้ทราบว่ามีผู้บุกรุกเข้าไปหรือไม่ หากไม่สามารถหาโทรศัพท์พบในเวลาอันสั้น ควรติดต่อธนาคารและผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งอายัดบัตรในรูปแบบดิจิทัล

การอายัดบัตรเวอร์ชันดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันจากอุปกรณ์อื่นมีความสะดวกกว่า เพราะสามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ง่ายภายหลัง ต่างจากการอายัดบัตรหลักจริงที่ต้องรอรับบัตรใหม่ทางไปรษณีย์และต้องเปลี่ยนเลขบัตรใหม่ทั้งหมด และหากหมดหนทางจริงๆ คุณสามารถเลือกคืนค่าโรงงานหรือรีเซ็ตเครื่องได้ แต่อุปกรณ์ Android จะไม่สามารถติดตามตำแหน่งต่อได้หลังจากการรีเซ็ตระยะไกล จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Samsung เผยโฉมทัพจอเกมมิ่ง Odyssey รุ่นใหม่ จัดเต็มเทคโนโลยีสุดล้ำด้วยจอรุ่นแรกของโลกที่อัตรารีเฟรช 1,100Hz

Samsung Odyssey gaming monitor Gamescom OLED

Samsung เปิดตัวทัพจอเกมมิ่ง Odyssey รุ่นใหม่ในงาน Gamescom นำทัพโดย Odyssey G6 จอมอนิเตอร์อัตรารีเฟรช 1,100Hz รุ่นแรกของโลก พร้อมรุ่น OLED ขนาดใหญ่จัดเต็ม

Samsung สร้างความฮือฮาให้กับวงการฮาร์ดแวร์เกมมิ่งอีกครั้งด้วยการขนทัพจอเกมมิ่งรุ่นใหม่ในตระกูล Odyssey รวม 4 รุ่นมาจัดแสดงในงาน Gamescom โดยแต่ละรุ่นอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ที่ก้าวล้ำจนแทบจะเกินขีดจำกัดการมองเห็นของมนุษย์ ทัพจอรุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเกมเมอร์สายอีสปอร์ตระดับฮาร์ดคอร์และผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดในทุกมิติของการเล่นเกม

การเปิดตัวครั้งนี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมจอแสดงผลของ Samsung ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นความละเอียด แต่ยังผลักดันขีดจำกัดด้านอัตรารีเฟรชและเทคโนโลยีพาเนลให้ก้าวไปอีกขั้น โดยมีไฮไลต์สำคัญคือจอรุ่นใหม่ที่ทำสถิติโลกด้วยความเร็วที่เหนือกว่ารุ่นต้นแบบที่เคยเปิดตัวไปก่อนหน้านี้

Samsung Odyssey G6 จอเกมมิ่ง 1,100Hz รุ่นแรกของโลก

ดาวเด่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นี้คือ Odyssey G6 จอเกมมิ่งขนาด 27 นิ้ว พาเนล IPS ที่ Samsung ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นจอเกมมิ่งอัตรารีเฟรช 1,100Hz รุ่นแรกของโลก ซึ่งเร็วกว่ารุ่นต้นแบบความถี่ 1,040Hz ที่เคยนำมาแสดงก่อนหน้านี้ถึง 60Hz อัตรารีเฟรชระดับนี้อาจสูงเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะสังเกตเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มของนักแข่งอีสปอร์ตระดับฮาร์ดคอร์ที่ต้องการความได้เปรียบสูงสุดในเสี้ยววินาที

สินค้าแนะนำ
Gaming Gear และอุปกรณ์เกม
เลือกดูอุปกรณ์ Gaming และ Gaming Gear ที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ในด้านสเปกการใช้งาน G6 มาพร้อมเวลาตอบสนอง 1ms และหากต้องการใช้งานอัตรารีเฟรชสูงสุดที่ 1,100Hz ผู้ใช้จะต้องตั้งค่าความละเอียดไว้ที่ระดับ 1080p แต่หากสลับมาใช้โหมด Dual Mode ที่ความละเอียด 1440p อัตรารีเฟรชจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 600Hz โดยตัวจอมีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้ ในส่วนของราคาจำหน่ายทาง Samsung ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาแต่อย่างใด

Samsung Odyssey OLED G8 ปรับเปลี่ยนรีเฟรชเรทได้ตามการใช้งาน

ถัดมาคือ Odyssey OLED G8 จอภาพความละเอียด 4K ขนาด 32 นิ้ว ที่มีความโดดเด่นในการสลับเปลี่ยนอัตรารีเฟรชได้ถึง 3 ระดับตามความต้องการใช้งาน ระดับต่ำสุดคือความละเอียด 4K ที่ 360Hz ซึ่งก็มีความเร็วสูงเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว ขยับขึ้นมาเป็น 520Hz ที่ความละเอียด 1440p และสูงสุดที่ 680Hz ที่ความละเอียด 1080p

จอภาพรุ่นนี้ยังมอบความคุ้มค่าให้เหล่าเกมเมอร์ด้วยการรองรับเทคโนโลยี FreeSync Premium Pro และ G-Sync รวมถึงติดตั้งสารเคลือบป้องกันแสงสะท้อน Glare Free มาให้ด้วย เพื่อช่วยป้องกันแสงสะท้อนที่รบกวนสายตาในระหว่างการเล่นเกมเวลากลางวัน เช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ ทางบริษัทยังไม่ได้ประกาศราคาและวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

Samsung Odyssey OLED G9 และ G7 เติมเต็มไลน์อัปด้วยความอลังการระดับเวิลด์คลาส

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบจอภาพขนาดใหญ่พิเศษ Samsung ได้นำเสนอ Odyssey OLED G9 จอภาพความโค้งกว้าง 49 นิ้ว ความละเอียด DQHD ที่ 5,120 x 1,440 พิกเซล ซึ่งถือเป็นจอขนาดนี้รุ่นแรกของโลกที่ใช้อัตรารีเฟรช 360Hz ตัวจอใช้พาเนล QD-OLED Penta Tandem ให้ความสว่างสูงสุดถึง 1,300นิต และหากผู้ใช้งานสลับไปที่โหมด Dual HD ความละเอียด 2,560 x 720 พิกเซล ก็จะสามารถดันอัตรารีเฟรชให้พุ่งสูงขึ้นไปถึง 720Hz ได้ทันที

ปิดท้ายด้วยไลน์อัปปี 2027 อย่าง Odyssey OLED G7 ซึ่งเป็นจอโค้ง OLED ขนาด 42 นิ้วรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมสัดส่วนหน้าจอแบบ 16:9 ที่สูงกว่ารุ่น G9 หน้าจอตัวนี้มีความโค้งระดับ 1000R รองรับความละเอียดสูงสุด 4K และมีอัตรารีเฟรช 165Hz โดยในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยกำหนดการวางจำหน่ายและราคาของทั้งรุ่น G9 และ G7 เช่นเดียวกัน

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เทียบชัด ๆ Samsung Galaxy S26 FE ปะทะ Galaxy S25 FE ทำไมรุ่นใหม่ถึงแพงขึ้น และคุ้มค่าที่จะอัปเกรดหรือไม่

Samsung Galaxy S26 FE smartphone comparison

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S26 FE และ Galaxy S25 FE เจาะลึกเหตุผลที่ราคาแพงขึ้น 50 ดอลลาร์ สเปกที่ต่างกัน และความคุ้มค่าในการตัดสินใจซื้อ

ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุด Galaxy S26 FE ในงานอีเวนต์ Unpacked ประจำเดือนสิงหาคม 2026 โดยเข้ามาทำตลาดต่อจากรุ่นพี่อย่าง Galaxy S25 FE ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 สิ่งที่ผู้ใช้งานหลายคนสังเกตเห็นทันทีคือป้ายราคาเปิดตัวที่สูงขึ้นกว่าเดิม โดย Galaxy S25 FE เริ่มต้นที่ 649 ดอลลาร์ ขณะที่รุ่นใหม่อย่าง Galaxy S26 FE ขยับราคาเริ่มต้นขึ้นมาอยู่ที่ 699 ดอลลาร์ ซึ่งแพงขึ้นกว่าเดิม 50 ดอลลาร์

การปรับราคาขึ้นในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดสเปกภายในเล็กน้อย รวมถึงปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วน RAM ในตลาดโลกที่ส่งผลให้ราคาสินค้าไอเทมเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้นในภาพรวม เมื่อนำสมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นมาเทียบสเปกกันแบบหมัดต่อหมัด จะพบว่ามีความแตกต่างกันไม่มากนัก ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้งานต้องคิดทบทวนดูให้ดีว่า การจ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั้นมีความคุ้มค่ากับการอัปเกรดมากน้อยแค่ไหน

การอัปเกรดด้านประสิทธิภาพและสเปกทั่วไป

สมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาดเท่ากันทุกประการ โดยใช้จอ Dynamic AMOLED 2x ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่รองรับอัตรารีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz แต่ในส่วนของขุมพลังภายใน Galaxy S26 FE ขับเคลื่อนด้วยชิปเซต Exynos 2500 ขนาด 3 นาโนเมตร ที่ได้รับการปรับแต่งให้ดีขึ้น ขณะที่รุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S25 FE ใช้ชิปเซต Exynos 2400 ขนาด 4 นาโนเมตร

แม้จะยังไม่มีการทดสอบการใช้งานจริงแบบเทียบกันโดยตรง แต่ผลคะแนนทดสอบมาตรฐานของชิปทั้งสองรุ่นบ่งชี้ว่า Exynos 2500 จะช่วยให้การเล่นเกมทำได้ดีขึ้น พร้อมทั้งมีความประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ที่ดีกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ Galaxy S26 FE ยังติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android 17 ครอบทับด้วย One UI 9 มาให้ตั้งแต่แกะกล่อง ส่วน Galaxy S25 FE ซึ่งเปิดตัวมาแล้วหนึ่งปีจะมาพร้อมกับ Android 16 และ One UI 8 แต่ผู้ใช้สามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการขึ้นมาเป็นเวอร์ชันใหม่ได้เช่นกัน

ด้านตัวเลือกหน่วยความจำสำหรับตลาดในสหรัฐอเมริกามีความจุให้เลือกทั้ง 128GB และ 256GB แต่ถูกจำกัด RAM ไว้ที่ 8GB เท่ากันทั้งสองรุ่น นอกจากนี้โทรศัพท์ทั้งสองปีตระกูล FE ยังให้แบตเตอรี่ความจุเท่ากันที่ 4,900mAh และรองรับความเร็วในการชาร์จแบบมีสาย 45W เท่ากัน รวมถึงการชาร์จไร้สายความเร็วสูง แต่การชาร์จผ่านสายเป็นเวลา 30 นาที จะทำให้ Galaxy S26 FE มีแบตเตอรี่ขึ้นมาถึง 69 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ Galaxy S25 FE ชาร์จได้ 65 เปอร์เซ็นต์

กล้องถ่ายภาพ ฟีเจอร์ AI และซอฟต์แวร์

น่าประหลาดใจที่ซัมซุงไม่ได้อัปเกรดฮาร์ดแวร์กล้องถ่ายภาพในรุ่นนี้ ซึ่งหากมีการอัปเกรดก็น่าจะช่วยสนับสนุนราคาที่สูงขึ้นและเหตุผลในการมีอยู่ของ Galaxy S26 FE ได้ดีกว่านี้ โดยตัวเครื่องทั้งสองรุ่นยังคงใช้กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล, กล้องอัลตราไวด์ 12 ล้านพิกเซล, กล้องเทเลโฟโต้ 8 ล้านพิกเซล รองรับซูมแบบออปติคอล 3 เท่า และกล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

แม้ซัมซุงจะชูจุดเด่นเรื่องประสบการณ์กล้องและฟีเจอร์ AI บน Galaxy S26 FE แต่ผู้ใช้งาน Galaxy S25 FE ก็สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ส่วนใหญ่ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จะมีฟีเจอร์ใหม่บางตัวที่มาพร้อมกับ Galaxy S26 FE และซีรีส์ Galaxy Z Fold 8 เช่น My FanCam ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกวัตถุเฉพาะเจาะจงในวิดีโอและเปลี่ยนการจัดวางกรอบเพื่อติดตามวัตถุนั้นได้คล้ายกับการใช้กล้องกิมบอล

ฟีเจอร์ My FanCam เป็นส่วนหนึ่งของ One UI 9 แต่จำเป็นต้องอาศัยการประมวลผลของระบบประสาทเทียมขั้นสูง ทำให้ผู้ใช้งาน Galaxy S25 FE ไม่สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Horizontal Lock ซึ่งต่อยอดมาจากโหมด Super Steady ช่วยล็อกแนววิดีโอให้อยู่ในทิศทางที่สม่ำเสมอตลอดเวลาแม้ตัวเครื่องจะหมุนไปก็ตาม ซึ่งยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าฟีเจอร์นี้จะส่งต่อมาถึงซีรีส์ S25 ด้วยหรือไม่

สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ยังมาพร้อมฟีเจอร์อย่าง New Brief, Now Nudge และ Circle to Search พร้อมการปรับปรุงเพิ่มเติม เช่น Now Brief ที่ให้การ์ดสรุปข้อมูลสภาพอากาศและสุขภาพแบบปรับแต่งได้ Now Nudge ที่รองรับแอปพลิเคชันและระบบแจ้งเตือนภายนอก และ Circle to Search ที่ช่วยให้ค้นหาวัตถุหลายรายการในภาพเดียวพร้อมกันได้ ทว่าฟีเจอร์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับการอัปเดตระบบปฏิบัติการที่น่าจะส่งต่อไปยัง Galaxy S25 FE ด้วยเช่นกัน

สรุปความคุ้มค่า ควรอัปเกรดหรือซื้อรุ่นไหนดี

เมื่อนำมาประเมินรายละเอียดทั้งหมด การอัปเดตหลักของ Samsung Galaxy S26 FE ประกอบด้วยชิปเซตที่แรงขึ้น ประสิทธิภาพแบตเตอรี่และความเร็วในการชาร์จที่ดีขึ้นเล็กน้อย ฟีเจอร์กล้องและ AI เฉพาะตัวบางอย่างอย่าง My FanChip ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดจากโรงงาน และระยะเวลาการสนับสนุนซอฟต์แวร์ที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเครื่องมีราคาแพงขึ้น 50 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นน่าจะมาจากวิกฤตการณ์ขาดแคลนอุปทาน RAM ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง ความคล้ายคลึงกันอย่างมากในด้านสเปกยืนยันว่า Galaxy S26 FE เป็นเพียงการอัปเดตแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเนื่องจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S25 FE ก็เป็นการอัปเดตแบบค่อยเป็นค่อยไปจาก Galaxy S24 FE เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจำเป็นเท่าใดนักที่จะต้องอัปเกรดจากรุ่นเดิม และหากคุณกำลังจะซื้อเครื่องใหม่ การเลือกซื้อ Galaxy S25 FE เพื่อประเงิน 50 ดอลลาร์อาจมีความคุ้มค่ามากกว่า หรือในทางกลับกัน คุณอาจพิจารณาเพิ่มเงินอีก 100 ดอลลาร์เพื่อขยับไปซื้อรุ่นเริ่มต้นอย่าง Samsung Galaxy S26 รุ่นมาตรฐาน ซึ่งในขณะนี้วางจำหน่ายในราคา 799.99 ดอลลาร์ โดยจะได้รับความจุเริ่มต้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าที่ 256GB ใช้ชิปเซต Snapdragon 8 Elite Gen 5 และมี RAM สูงถึง 12GB แม้ว่าจะมีขนาดแบตเตอรี่ที่เล็กกว่าและเป็นอุปกรณ์ที่มีขนาดกะทัดรัดกว่าด้วยหน้าจอ 6.3 นิ้ว แต่คุณอาจพบว่ารุ่นนั้นมีความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากกว่า

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

ซัมซุงเปิดตัว Samsung Galaxy S26 FE สมาร์ตโฟนรุ่นประหยัดสเปกใกล้เคียงเรือธง เริ่มต้น 700 ดอลลาร์

Samsung Galaxy S26 FE phone

ทำความรู้จัก Samsung Galaxy S26 FE มือถือรุ่นประหยัดสเปกใกล้เคียง S26+ มาพร้อมจอ 6.7 นิ้ว ชิป Exynos 2500 และแบตเตอรี่ 4,900 mAh ในราคาเริ่มต้น 700 ดอลลาร์

ซีรีส์ FE ของซัมซุงมักจะวางตำแหน่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสมาร์ตโฟนระดับกลางและรุ่นเรือธง โดยอยู่เหนือกว่าตระกูล A-series แต่ยังคงอยู่ใต้ร่มเงาของตระกูล Galaxy S หลัก สำหรับรุ่นล่าสุดอย่าง Samsung Galaxy S26 FE ที่เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้น 700 ดอลลาร์ ยังคงสืบสานแนวทางดังกล่าวด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดใกล้เคียงกับ S26+ แต่มีสเปกภายในที่ถอดแบบมาจากรุ่น A57 มากกว่า

ตัวเครื่องมาพร้อมกับหน้าจอ OLED ขนาด 6.7 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz เช่นเดียวกับรุ่น S26+ แต่มีความสว่างสูงสุดลดหลั่นลงมาอยู่ที่ 1,900 นิต เทียบกับ 2,600 นิตของรุ่นพี่ ด้านหลังติดตั้งกล้องมาให้ 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กล้องอัลตร้าไวด์ 50 ล้านพิกเซล และกล้องเทเลโฟโต้ 8 ล้านพิกเซล รองรับการซูมแบบออปติคอล 3 เท่า ส่วนขุมพลังภายในเลือกใช้ชิปประมวลผล Exynos 2500 ของซัมซุงเอง พ่วงด้วยแรม 8GB และมีหน่วยความจำภายในให้เลือกทั้งขนาด 128GB และ 256GB

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

การออกแบบและฟีเจอร์ซอฟต์แวร์

ดีไซน์ภายนอกของรุ่น FE ยังคงความสวยงามใกล้เคียงกับตระกูล S26 ด้วยตัวเครื่องที่เพรียวบาง กรอบอะลูมิเนียม และฐานกล้องด้านหลังนูนขึ้นมาค่อนข้างน้อย จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญคือแผงฝาหลังที่ให้ความรู้สึกคล้ายทำจากโพลีคาร์บอเนตหรือพลาสติกมากกว่ากระจก แต่หากไม่สังเกตอย่างละเอียดก็แทบจะแยกไม่ออก

ซัมซุงได้ยกฟีเจอร์ซอฟต์แวร์หลายอย่างที่เปิดตัวไปในตระกูล S26 หลักเมื่อเดือนกุมภาพันธ์มาไว้ในรุ่นนี้ด้วย เช่น ระบบวิดีโอ Super Steady พร้อมล็อกแนวนอน เครื่องมือ my FanCam สำหรับติดตามและจัดกึ่งกลางวัตถุในคลิปที่บันทึกแล้ว รวมถึง Photo Assist และ Now Nudge ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับแสดงข้อมูลสำคัญข้ามแอปพลิเคชันและแจ้งเตือนต่างๆ

ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า

ในด้านการใช้งานจริง ตัวเครื่องให้ความรู้สึกไม่ต่างจากรุ่นพี่ที่มีราคาระดับพรีเมียม หน้าจอมีความสว่างเพียงพอสำหรับการใช้งานในร่มและการตอบสนองมีความลื่นไหล อย่างไรก็ตาม ชิปเซ็ต Exynos 2500 ยังต้องรอการทดสอบอย่างละเอียดว่าจะรับมือกับการเล่นเกมได้ดีเพียงใดเมื่อเทียบกับชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy ที่ใช้ในอุปกรณ์ S26 รุ่นอื่น

ความท้าทายสำคัญของ Samsung Galaxy S26 FE คือการแข่งขันกับสมาร์ตโฟนรุ่นพี่อย่าง S26+ มือสอง ซึ่งมีราคาเริ่มต้นใกล้เคียงกันที่ประมาณ 700 ดอลลาร์ ทำให้ผู้ซื้อต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่าของสเปกที่ดีกว่ากับความสบายใจในการซื้อเครื่องมือหนึ่ง ทั้งนี้ Samsung Galaxy S26 FE จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 3 กันยายนนี้ โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ พิ스타ชิโอ บลูเบอร์รี่ และกราไฟต์

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

Samsung เตรียมจัดงาน Galaxy Unpacked คาดเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ตระกูล S26

Samsung Galaxy Unpacked S26 FE launch event

ติดตามรายงานสดงาน Samsung Galaxy Unpacked กับการเปิดตัวสมาชิกใหม่ตระกูล S26 ที่คาดว่าเป็น Galaxy S26 FE สมาร์ทโฟนรุ่นราคาย่อมเยาพร้อมฟีเจอร์ AI

Samsung กลับมาจัดงานอีเวนต์ Unpacked อีกครั้ง โดยระบุว่างานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ล่าสุดในครอบครัวสมาร์ทโฟนตระกูล S26 หลังจากที่ทางบริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงไปแล้วถึงสามรุ่นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้คาดการณ์ได้อย่างมั่นใจว่าการปรากฏตัวครั้งนี้น่าจะเป็นการเปิดตัวรุ่น S26 FE

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

สำหรับสมาร์ทโฟนในซีรีส์ FE ถือเป็นรุ่นทางเลือกที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่ารุ่นเรือธงระดับพรีเมียม แม้ว่าจะต้องมีการลดทอนสเปกบางส่วนลงไป เช่น ในส่วนของกล้องถ่ายรูปและหน่วยประมวลผล เพื่อให้ทำราคาได้น่าดึงดูดใจผู้ใช้งานมากขึ้น

ไฮไลต์สำคัญจากทาง Samsung

ในการประกาศจัดงานครั้งนี้ ทาง Samsung ระบุอย่างชัดเจนว่าสมาชิกใหม่ของตระกูล S26 รุ่นนี้ ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่หลากหลายจากซีรีส์ S26 ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านกล้องถ่ายภาพ ฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงระบบปฏิบัติการ One UI ล่าสุด ให้ไปถึงมือผู้ใช้งานที่มองหาความสำคัญในจุดที่ตอบโจทย์พวกเขามากที่สุด

งานอีเวนต์ในครั้งนี้คาดว่าจะไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรมากนัก และตัวงานก็น่าจะใช้เวลาในการนำเสนอไม่นานจนเกินไป โดยกำหนดการเริ่มต้นถ่ายทอดสดจะเริ่มขึ้นตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ติดตามข่าวสารได้ร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นกันอย่างใกล้ชิด

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วิธีใช้ฟีเจอร์ My FanCam บนมือถือ Samsung ให้คุณกลายเป็นตัวละครเอกในวิดีโอแบบง่าย ๆ

Samsung My FanCam Galaxy Z Fold8 One UI 9

ทำความรู้จักและวิธีใช้งาน My FanCam ฟีเจอร์ใหม่จาก Samsung ที่ขับเคลื่อนด้วย Galaxy AI ช่วยเปลี่ยนวิดีโอกลุ่มกว้างให้กลายเป็นช็อตโฟกัสบุคคลที่คุณเลือกได้หลังบันทึกเสร็จ

การบันทึกวิดีโอในสถานการณ์ที่มีคนหลายคนเคลื่อนไหวไปมา มักจะเป็นเรื่องยากในการรักษาโฟกัสให้บุคคลสำคัญอยู่ตรงกลางเฟรมตลอดเวลา ล่าสุด Samsung ได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า My FanCam ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกตัวละครเอกได้หลังจากที่ถ่ายวิดีโอเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ฟีเจอร์ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบแบบมุมกว้างได้เต็มที่ โดยไม่ต้องคอยกังวลกับการแพนกล้องตามตัวบุคคลในขณะบันทึก จากนั้นพลังของ Galaxy AI จะเข้ามาช่วยปรับกรอบวิดีโอที่มีอยู่ใหม่อัตโนมัติรอบตัวบุคคลที่ผู้ใช้งานต้องการในสัดส่วนภาพที่เลือกได้ทันที

วิธีใช้งาน My FanCam ใน Samsung Gallery

ฟีเจอร์นี้ถูกรวมไว้ในเครื่องมือตัดต่อของแอปพลิเคชัน Samsung Gallery บนอุปกรณ์ที่รองรับ โดยเริ่มต้นจากการเลือกวิดีโอที่ต้องการแก้ไข จากนั้นแตะที่ไอคอน Galaxy AI แล้วเลือกเมนู My FanCam เพื่อให้ระบบทำการประมวลผลและระบุใบหน้าของบุคคลทั้งหมดที่อยู่ในวิดีโอ

เมื่อระบบวิเคราะห์เสร็จสิ้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกบุคคลที่ต้องการให้ระบบติดตาม ต่อด้วยการกำหนดสัดส่วนภาพที่ต้องการสำหรับคลิปใหม่ ขั้นตอนสุดท้ายให้แตะปุ่ม Follow เพื่อให้ AI สร้างวิดีโอที่ถูกรีเฟรมใหม่ตามต้องการ การเลือกสัดส่วนภาพนี้มีประโยชน์อย่างมากหากทราบล่วงหน้าว่าจะนำคลิปไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มใด เช่น การเลือกครอปแนวตั้งสำหรับวิดีโอแนวตั้ง หรือเลือกเฟรมที่กว้างขึ้นหากต้องการเก็บบรรยากาศรอบข้างไว้

เคล็ดลับในการถ่ายวิดีโอเพื่อใช้งานร่วมกับ My FanCam

จุดต่างที่สำคัญระหว่างฟีเจอร์นี้กับระบบ Auto framing ดั้งเดิมคือ Auto framing จะทำการปรับองค์ประกอบภาพในขณะที่คุณกำลังบันทึกวิดีโอ แต่ My FanCam จะทำงานหลังจากบันทึกเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งช่วยให้มีอิสระในการเก็บภาพรวมของเหตุการณ์ได้มากกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่ระบบจะรีเฟรมได้เฉพาะฟุตเทจที่มีอยู่ในการบันทึกต้นฉบับเท่านั้น

การบันทึกวิดีโอการแสดงของโรงเรียน การแข่งขันฟุตบอล หรือการเต้นเป็นกลุ่ม จึงควรเปิดมุมมองให้กว้างพอสมควรเพื่อให้ Galaxy AI มีพื้นที่เพียงพอในการขยับกรอบติดตามตัวบุคคลเมื่อมีการเคลื่อนที่ หากถ่ายมาแบบแคบเกินไปหรือตัวละครหลุดออกนอกเฟรมต้นฉบับ AI ก็จะไม่สามารถกู้คืนภาพส่วนที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ได้ รวมถึงอาจไม่สามารถค้นหาตัวบุคคลเพื่อติดตามได้ในกรณีที่เหตุการณ์มีความคาดเดาได้ยาก

รุ่นของสมาร์ตโฟน Samsung ที่รองรับการใช้งาน

ปัจจุบัน Samsung ได้ทำการสาธิตการใช้งาน My FanCam บนสมาร์ตโฟนรุ่น Galaxy Z Fold8 และ Galaxy Z Fold8 Ultra ซึ่งเปิดตัวมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ One UI 9 และมีรายชื่อฟีเจอร์ Galaxy AI ใหม่รวมอยู่ด้วย

แม้ว่าระบบปฏิบัติการ One UI 9 จะถูกปล่อยให้กับสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ เช่น Galaxy Z Flip8 ด้วย แต่ผู้ใช้งานควรทราบว่าฟีเจอร์ด้าน AI บางตัวอาจมีความแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์ ภาษา และภูมิภาค ดังนั้น แม้ว่าโทรศัพท์จะได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์แล้ว แต่อาจจะไม่ได้รับฟีเจอร์ My FanCam มาด้วยเสมอไป

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ไขข้อข้องใจ: ใช้ที่ชาร์จแล็ปท็อป USB-C กับสมาร์ทโฟน อันตรายไหม หรือจะทำให้แบตพังหรือเปล่า?

USB-C laptop charger phone charging safety

ไขคำตอบการใช้ที่ชาร์จแล็ปท็อป USB-C ชาร์จสมาร์ทโฟนปลอดภัยหรือไม่ พร้อมทำความเข้าใจระบบ USB Power Delivery และวิธีใช้งานอย่างถูกต้อง

หลายคนน่าจะเคยเจอกลุ่มสถานการณ์ที่แล็ปท็อปแบตเตอรี่เต็ม 100% แล้ว แต่สมาร์ทโฟนคู่ใจกลับแบตใกล้หมดและชาร์จช้าเหลือเกิน จนเกิดความคิดที่จะดึงสายชาร์จจากแล็ปท็อปมาเสียบกับมือถือแทน เมื่อพอร์ตเชื่อมต่อทั้งสองอุปกรณ์เป็นแบบ USB-C เหมือนกัน หลายคนจึงคิดว่าน่าจะใช้งานร่วมกันได้ไม่มีปัญหาอะไร

พฤติกรรมดังกล่าวกลายเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยในยุคที่พอร์ต USB-C กลายเป็นมาตรฐานสากลของทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป ในความเป็นจริงมาตรฐานการชาร์จสมัยใหม่ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถสลับสับเปลี่ยนอุปกรณ์และหัวชาร์จกันได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือหัวชาร์จแล็ปท็อปแบบ USB-C จะไม่ปล่อยกระแสไฟสูงสุดอัดใส่โทรศัพท์มือถือโดยพลการ

ระบบจ่ายไฟ USB Power Delivery ทำงานอย่างไร

การชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ในปัจจุบันถูกควบคุมด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery หรือ USB-PD ซึ่งพัฒนาโดยองค์กร USB Implementers Forum ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นโปรโตคอลสื่อสารระหว่างหัวชาร์จและอุปกรณ์ที่นำมาเชื่อมต่อกัน ก่อนที่จะมีการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าจำนวนมากลงสู่อุปกรณ์นั้น ๆ

กระบวนการทำงานจริงจะไม่ใช่การที่หัวชาร์จพยายามดันพลังงานเข้าไปในโทรศัพท์ แต่สมาร์ทโฟนจะเป็นฝ่ายดึงพลังงานในปริมาณที่ตนเองต้องการ เมื่อเราเสียบสายชาร์จเข้ากับตัวเครื่อง หัวชาร์จจะส่งข้อมูลช่วงระดับพลังงานทั้งหมดที่ทำได้ไปให้สมาร์ทโฟนรับทราบ จากนั้นสมาร์ทโฟนจะเลือกรับระดับพลังงานสูงสุดที่ตัวเครื่องสามารถรองรับได้อย่างปลอดภัย

ด้วยขั้นตอนการเจรจานี้เอง ทำให้หัวชาร์จที่มีวัตต์สูงไม่สามารถส่งกระแสไฟมาทำลายวงจรภายในของสมาร์ทโฟนได้ ตัวเครื่องจะไม่ยอมรับพลังงานเกินกว่าที่ชิ้นส่วนภายในถูกออกแบบมาให้รองรับอย่างแน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์การชาร์จอาจแตกต่างกันไปตามหัวชาร์จ สายเคเบิล รุ่นของโทรศัพท์ และโปรโตคอลที่ใช้งาน

เมื่อไหร่ที่การใช้ที่ชาร์จแล็ปท็อปกับมือถือถือว่าปลอดภัย

คำตอบสั้น ๆ คือเกือบจะตลอดเวลา หากอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นถูกผลิตขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็น iPhone, Google Pixel, อุปกรณ์ตระกูล Galaxy รวมถึง MacBook และแล็ปท็อป Windows ส่วนใหญ่ในปัจจุบันล้วนรองรับมาตรฐาน USB-PD กันทั้งสิ้น

เมื่ออุปกรณ์ทั้งหัวชาร์จและโทรศัพท์รองรับมาตรฐาน USB-PD กระบวนการเจรจาต่อรองพลังงานจะเริ่มต้นขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้หัวชาร์จแล็ปท็อปกับมือถือได้ทุกวันโดยไม่มีปัญหาติดขัด กรณีที่อุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งไม่รองรับมาตรฐานนี้ ระบบก็ยังคงปลอดภัย เนื่องจากหัวชาร์จ USB-PD จะปรับลดกระแสไฟไปสู่ค่าเริ่มต้นที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ

หากนำหัวชาร์จแบบ USB-PD ไปใช้กับโทรศัพท์รุ่นเก่าที่ไม่รองรับมาตรฐานนี้ โทรศัพท์จะชาร์จไฟช้าลงแต่ยังคงมีความปลอดภัย ในทางกลับกัน หากนำหัวชาร์จทั่วไปที่ไม่มี USB-PD มาใช้กับสมาร์ทโฟนที่รองรับ ระบบจะจำกัดการจ่ายไฟไว้ที่ 5V/3A ซึ่งเพียงพอสำหรับการชาร์จไฟแบบช้าแต่ปลอดภัย

ที่ชาร์จแล็ปท็อปจะช่วยให้มือถือชาร์จเร็วขึ้นจริงไหม

ความเร็วในการชาร์จจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการชาร์จเร็วของตัวสมาร์ทโฟนเป็นหลัก หากโทรศัพท์รองรับการชาร์จแรงดันสูงและหัวชาร์จแล็ปท็อปสามารถจ่ายไฟได้ตามนั้น ผู้ใช้งานก็จะเห็นความเร็วในการชาร์จที่ดีกว่าการใช้อะแดปเตอร์ติดผนังแบบมาตรฐานทั่วไป

ตัวอย่างเช่น Apple ระบุว่าการชาร์จเร็วสำหรับ iPhone รุ่นล่าสุดหลายรุ่นต้องใช้อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB-C ขนาด 20 วัตต์ขึ้นไปที่รองรับ ซึ่งหัวชาร์จแล็ปท็อปขนาด 65 วัตต์สามารถผ่านมาตรฐานนี้ได้อย่างสบาย ทำให้ iPhone ทำการเจรจาขอพลังงานที่จำเป็นและชาร์จไฟตามความเหมาะสมได้ทันที

แบรนด์สมาร์ทโฟนบางรายอาจใช้โปรโตคอลการชาร์จเฉพาะตัว ซึ่งจำเป็นต้องใช้สายชาร์จหรือหัวชาร์จของค่ายนั้น ๆ เพื่อให้ได้ความเร็วตามที่โฆษณาไว้ แต่หากโทรศัพท์จำกัดการรับไฟเข้าไว้ที่ 18 วัตต์หรือ 20 วัตต์ การนำไปเสียบกับหัวชาร์จแล็ปท็อปขนาด 100 วัตต์ก็ไม่ได้ช่วยให้ชาร์จเร็วขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากตัวเครื่องจะดึงกระแสไฟเท่าที่อัตราพิกัดของตนเองกำหนดไว้เท่านั้น

ข้อควรระวังและความเสี่ยงที่ยังต้องตระหนัก

แม้ว่าการใช้หัวชาร์จกำลังไฟสูงกับสมาร์ทโฟนโดยทั่วไปจะปลอดภัย แต่ผู้ใช้งานก็ยังคงต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ชาร์จราคาถูกที่ไม่มีการรับรองมาตรฐาน อุปกรณ์ปลอมแปลงหรือมีวิศวกรรมการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานมักจะข้ามขั้นตอนการกั้นแยกระหว่างกระแสไฟสลับและกระแสไฟตรง ทำให้เมื่อเกิดไฟกระชาก แรงดันไฟฟ้าที่เป็นอันตรายอาจหลุดลอดเข้าไปทำลายสมาร์ทโฟนได้

สายชาร์จคุณภาพต่ำก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เพราะสาย USB-C ที่ไม่มีการรับรองอาจขาดตัวต้านทานภายในที่จำเป็นตามข้อกำหนดของมาตรฐาน USB-C เป็นกฎเหล็กที่ควรปฏิบัติคือ ก่อนใช้งานหัวชาร์จใด ๆ ควรตรวจสอบเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย เช่น UL, ETL หรือเครื่องหมาย CE ทุกครั้ง

สำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป อาจไม่มีไมโครคอนโทรลเลอร์ที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารกับหัวชาร์จกำลังไฟสูง แม้ว่าหัวชาร์จเร็วส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ 5 โวลต์และจะปรับเพิ่มแรงดันหลังจากการเจรจา ทำให้ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ แต่การใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ให้มาในกล่องตั้งแต่แรกยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

ไขข้อข้องใจมาตรฐานชาร์จไว USB-C ทำไมถึงมีหลากหลาย และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร

USB-C fast charger cable smartphone

ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จไว USB-C ทั้ง USB PD, PPS และระบบเฉพาะค่าย พร้อมวิธีเลือกหัวชาร์จและสายไฟให้เหมาะกับอุปกรณ์ของคุณเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

คำว่าชาร์จไวกลายเป็นคำกลาง ๆ ที่มีความหมายหลากหลายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น USB PD, PPS หรือแม้แต่ระบบเฉพาะตัวอย่าง SuperVOOC ที่ชื่อฟังดูคล้ายกับท่าไม้ตายในเกม RPG ความหลากหลายของศัพท์เทคนิคและมาตรฐานเหล่านี้อาจทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสับสนได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวเบื้องหลังไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด

ย้อนกลับไปในอดีต การชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB เป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่เมื่ออุปกรณ์พกพาได้รับความนิยมมากขึ้นและความต้องการพลังงานเปลี่ยนไป แต่ละบริษัทจึงพัฒนาแนวทางของตนเองขึ้นมา ส่งผลให้เกิดระบบชาร์จเฉพาะค่ายอย่าง Quick Charge จาก Qualcomm, SuperVOOC จาก Oppo และ HyperCharge จาก Xiaomi ในปัจจุบัน

มาตรฐานหลักและข้อจำกัดของพอร์ต

พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C ไม่ได้เป็นตัวบอกความเร็วในการชาร์จเสมอไป อุปกรณ์ที่มีพอร์ตนี้ไม่ได้หมายความว่าจะรองรับระบบชาร์จไวทุกรุ่น บางเครื่องจำกัดความเร็วไว้ที่ระดับต่ำ ขณะที่บางรุ่นเลือกใช้ระบบชาร์จด่วนแบบอื่น ดังนั้น การรีดประสิทธิภาพสูงสุดให้สมาร์ทโฟนจึงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบภายใน และการใช้งานร่วมกับสายชาร์จและหัวชาร์จที่ถูกต้อง

การนำโทรศัพท์ที่รองรับกำลังไฟสูงสุด 20W ไปเสียบกับหัวชาร์จ 100W จะไม่ช่วยให้ชาร์จได้เต็มกำลัง 100W แต่อย่างใด ในทางกลับกัน หากสมาร์ทโฟนรองรับโปรโตคอลชาร์จไวแต่หัวชาร์จไม่รองรับ ผู้ใช้ก็จะไม่ได้รับความเร็วตามที่ต้องการเช่นกัน การทำความเข้าใจมาตรฐานหลักจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกซื้ออุปกรณ์

USB Power Delivery และ PPS มาตรฐานสากลที่แพร่หลาย

ปัจจุบัน USB Power Delivery หรือ USB PD ถือเป็นมาตรฐานสากลที่ใกล้เคียงที่สุดและใช้งานอย่างแพร่ขยายในสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป และเครื่องเล่นเกมพกพา รุ่นใหม่ ๆ ได้รับการพัฒนาให้รองรับกำลังไฟสูงขึ้น โดย USB PD 3.1 รองรับกำลังไฟสูงสุดถึง 240W สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานสูงอย่างแล็ปท็อปและมอนิเตอร์

สมาร์ทโฟนทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้กำลังไฟสูงถึงระดับนั้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านความร้อน โดยซีรีส์ iPhone รวมถึงโทรศัพท์จาก Samsung และ Google ต่างก็รองรับระบบชาร์จที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ USB PD และฟีเจอร์ PPS หรือ Programmable Power Supply ที่ช่วยให้อุปกรณ์สามารถร้องขอการปรับแรงดันและกระแสไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จและจัดการความร้อนได้ดีขึ้น

ระบบชาร์จเฉพาะค่ายและข้อเท็จจริงเรื่องความเร็ว

แม้ Qualcomm Quick Charge จะเป็นหนึ่งในระบบชาร์จไวรุ่นแรก ๆ สำหรับแอนดรอยด์ แต่ปัจจุบัน USB PD กลายเป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมมากกว่าจนแม้แต่ระบบ Quick Charge รุ่นใหม่ ๆ ก็รองรับมาตรฐานนี้เช่นกัน ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตมือถือบางรายยังคงเลือกใช้ระบบชาร์จเฉพาะของตนเอง เช่น เทคโนโลยีตระกูล SuperVOOC สำหรับ OnePlus และ Oppo รวมถึง HyperCharge ในบางรุ่นของ Xiaomi

การใช้งานระบบชาร์จเฉพาะค่ายให้ได้ความเร็วสูงสุด จำเป็นต้องใช้หัวชาร์จและสายไฟที่รองรับระบบนั้น ๆ โดยตรง นอกจากนี้ ตัวเลขกำลังไฟโฆษณาอย่าง 80W หรือ 100W ไม่ได้จ่ายไฟเต็มกำลังตลอดเวลาตั้งแต่แบตเตอรี่หมดจนเต็ม แต่มักจะชาร์จด้วยความเร็วสูงสุดในช่วงที่แบตเตอรี่เหลือน้อย ก่อนจะลดระดับลงเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็ม

ความกังวลเรื่องสุขภาพแบตเตอรี่และความร้อน

ความเชื่อที่ว่าการชาร์จไวส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่นั้นไม่เป็นความจริงเสมอไป แม้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาและความร้อนจะเร่งกระบวนการดังกล่าว แต่สมาร์ทโฟนยุคปัจจุบันถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบอุณหภูมิ ลดกำลังไฟ และปรับลดความเร็วในการชาร์จเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็มเพื่อความปลอดภัย

พฤติกรรมการใช้งานและการจัดการความร้อนส่งผลต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่มากกว่าโปรโตคอลการชาร์จ ผู้ใช้จึงควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่เต็ม 100% ตลอดเวลา การชาร์จไฟท่ามกลางแสงแดด หรือการเล่นเกมที่ใช้ทรัพยากรเครื่องหนัก ๆ ขณะชาร์จ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ จึงมีฟีเจอร์พักการชาร์จขณะเล่นเกมเพื่อนำกระแสไฟจากผนังมาจ่ายให้ตัวเครื่องโดยตรงโดยไม่ผ่านแบตเตอรี่

การใช้ฟีเจอร์ปกป้องแบตเตอรี่ที่มีมากับตัวเครื่องถือเป็นวิธีดูแลรักษาที่ดีที่สุด เช่น ระบบ Optimized Battery Charging ของ Apple ที่เรียนรู้พฤติกรรมการชาร์จ หรือฟีเจอร์จำกัดระดับการชาร์จไว้ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ในสมาร์ทโฟนหลาย ๆ ค่าย หากต้องการหัวชาร์จที่ใช้งานได้หลากหลายและปลอดภัยที่สุด การเลือกหัวชาร์จ USB-C PD ที่รองรับ PPS และมีกำลังไฟเหมาะสมกับอุปกรณ์ที่กินไฟมากที่สุด จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและครอบคลุมที่สุดในปัจจุบัน

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →