LATEST TECHNOLOGY

ข่าวเทคโนโลยีล่าสุด

AI, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ไอที, ซอฟต์แวร์ และเรื่องเด่นจากโลกดิจิทัล

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เจาะลึกข้อดีและข้อจำกัดของการเปิดใช้งาน Wi-Fi Calling บนสมาร์ทโฟน

smartphone using Wi-Fi calling feature

ฟีเจอร์ Wi-Fi Calling หรือที่รู้จักกันในชื่อ VoWiFi (Voice over Wi-Fi) บน Android และ iPhone เป็นทางเลือกสำหรับการใช้งานโทรศัพท์และรับส่งข้อความผ่านเครือข่าย Wi-Fi แทนการพึ่งพาโครงข่ายเซลลูลาร์ของผู้ให้บริการ เมื่อเปิดใช้งานระบบจะทำการส่งข้อมูลผ่าน IPsec tunnel และเชื่อมต่อกับ ePDG คล้ายกับการทำงานของบริการ VPN เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายของผู้ให้บริการต่อไป โดยปลายทางไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้เช่นกัน

ข้อดีของการใช้งาน Wi-Fi Calling

จุดเด่นสำคัญคือช่วยให้ผู้ใช้สามารถโทรออกและรับสายได้ในพื้นที่อับสัญญาณ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากโครงสร้างอาคาร เช่น ชนิดของกระจก วัสดุเคลือบผิว โครงเหล็ก ผนังอิฐ หรือคอนกรีตหนา นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น (HD voice) เนื่องจากไม่ต้องประสบปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวนหรือความหนาแน่นของเสาสัญญาณเหมือนเครือข่ายมือถือ

ระบบการทำงานมีความสะดวกสบาย ผู้ใช้เพียงแค่เปิดใช้งานครั้งเดียวและระบบจะทำงานให้อัตโนมัติเมื่อจำเป็น ไม่ต้องใช้แอปพลิเคชันเสริม รายชื่อผู้ติดต่อไม่ต้องรองรับฟีเจอร์นี้ และโดยส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงมีการสลับกลับไปยังเครือข่ายเซลลูลาร์ให้อัตโนมัติหากสัญญาณ Wi-Fi หลุดระหว่างสนทนา

ข้อจำกัดและสิ่งที่ผู้ใช้ควรพิจารณา

แม้จะมีข้อดี แต่ประสิทธิภาพของ Wi-Fi Calling ขึ้นอยู่กับความเสถียรของเครือข่าย Wi-Fi ที่ใช้งาน หากสัญญาณไม่ดีหรือมีความหนาแน่นสูง อาจทำให้เสียงขาดหาย เกิดความหน่วง หรือสายหลุดได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการอย่าง T-Mobile กำหนดความเร็วในการอัปโหลดและดาวน์โหลดขั้นต่ำที่ 2 Mbps สำหรับการใช้งาน นอกจากนี้ T-Mobile ยังไม่รองรับการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตดาวเทียมหรือฮอตสปอตของมือถือ

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ในส่วนของการสลับสัญญาณระหว่าง Wi-Fi กับเครือข่ายเซลลูลาร์ (Handover) จำเป็นต้องเปิดใช้งาน VoLTE ควบคู่กัน เนื่องจากเครือข่ายรุ่นเก่าอย่าง 2G และ 3G ไม่รองรับกระบวนการนี้ สำหรับสายด่วนฉุกเฉิน ระบบจะส่งสัญญาณผ่าน Wi-Fi เฉพาะเมื่อไม่มีเครือข่ายเซลลูลาร์รองรับเท่านั้น

ความปลอดภัยและความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว

การใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะเครือข่าย Wi-Fi สาธารณะย่อมมีความเสี่ยง ผู้ให้บริการจึงใช้ระบบอุโมงค์เข้ารหัสระหว่างโทรศัพท์และเครือข่ายเพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดี อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยนี้ขึ้นอยู่กับการติดตั้งใช้งานของผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการด้วย โดยผลการศึกษาจาก CISPA ในปี 2024 เคยพบช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 140 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันได้รับการแก้ไขแล้ว ผู้ใช้จึงควรหมั่นอัปเดตอุปกรณ์อยู่เสมอ

วิธีตั้งค่าและการเตรียมความพร้อม

ก่อนใช้งานผู้ใช้ต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ให้บริการเครือข่ายรองรับฟีเจอร์นี้หรือไม่ และในการตั้งค่าระบบมักจะให้ระบุที่อยู่สำหรับกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากระบบโทรออกผ่าน Wi-Fi ไม่ได้ผ่านเสาสัญญาณเซลลูลาร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งตามวิธีปกติได้ ข้อมูลที่อยู่นี้จะช่วยให้หน่วยงานฉุกเฉินเดินทางไปช่วยเหลือได้ถูกต้องหากไม่มีข้อมูลตำแหน่งอื่น

ผู้ใช้ iPhone สามารถตั้งค่าได้ที่เมนู Settings ตามด้วย Cellular เลือก SIM ที่ต้องการ เปิดใช้งาน Wi-Fi Calling และเปิดสวิตช์บน This iPhone ส่วนสมาร์ทโฟน Samsung สามารถเข้าไปที่ Settings เลือก Connections และ Wi-Fi Calling ขณะที่ Google Pixel และ Android รุ่นอื่น ๆ ให้ไปที่ Settings, Network & internet, SIMs, Operator SIM และเลือก Wi-Fi calling ตามลำดับ หากไม่ต้องการใช้งานสามารถปิดได้ตลอดเวลา

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

เจาะลึกฟีเจอร์ปรับแต่งหน้าจอและ Quick Panel บน Samsung Galaxy ด้วย One UI 9

Samsung Galaxy One UI 9 customization interface

ผู้ใช้โทรศัพท์ Samsung Galaxy จำนวนมากทั่วโลกเริ่มใช้งานอัปเดต One UI 9 กันแล้ว โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์และเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การปรับแต่งหน้าจอและอินเทอร์เฟซมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม แม้ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมทั้งหมดของระบบแบบพลิกโฉม แต่การปรับปรุงรายละเอียดปลีกย่อยผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ก็ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมรูปลักษณ์ของอุปกรณ์ได้ตามความต้องการ

การปรับแต่งหน้าจอหลักผ่าน Good Lock และ Home Up

การเข้าถึงฟีเจอร์ปรับแต่งเชิงลึกใน One UI 9 จำเป็นต้องใช้งานผ่านชุดเครื่องมืออย่างเป็นทางการอย่าง Good Lock และแอปพลิเคชัน Home Up ที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งช่วยปลดล็อกลูกเล่นใหม่ ๆ บนหน้าจอโทรศัพท์ โดยเครื่องมือที่โดดเด่นคือ Favorites Background ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ในส่วน Home Screen ของแอปพลิเคชัน Home Up ผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับแต่งการใส่เอฟเฟกต์เบลอและเงา เปลี่ยนแปลงรูปภาพ สีสัน รวมถึงปรับเปลี่ยนหน้าตาของพื้นหลังในส่วน Favorites ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกที่คล้ายคลึงกันสำหรับการปรับแต่ง Edge Panel ผ่านเมนู Edge Panel ใน Home Up เช่นเดียวกัน

ควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยท่าทางหลายนิ้ว

ระบบการควบคุมผ่านท่าทางหรือ Gesture ใน One UI 9 ได้เพิ่มตัวเลือกการใช้งานที่ละเอียดขึ้น ตั้งแต่ช่วงที่มีการปล่อยเวอร์ชันเบต้า ผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการปัดหรือจีบหน้าจอด้วยจำนวนนิ้วที่กำหนด ตั้งแต่สอง, สาม, สี่ ไปจนถึงห้านิ้ว ให้เข้ากับคำสั่งการใช้งานต่าง ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้การปัดลงด้วยสองนิ้วเป็นการบันทึกภาพหน้าจอ (screenshot) หรือเพิ่มระดับเสียง ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าท่าทางสัมผัสได้อย่างละเอียดตามความต้องการเฉพาะตัว

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

การปรับแต่ง Quick Panel รูปแบบใหม่

นอกเหนือจากหน้าจอหลักแล้ว One UI 9 ยังปรับปรุงการตั้งค่าใน Quick Panel ให้ผู้ใช้สามารถจัดการแผงควบคุมได้อย่างอิสระมากขึ้น โดยสามารถแตะไอคอนแก้ไขเพื่อปรับเปลี่ยนตำแหน่งขององค์ประกอบต่าง ๆ ด้วยการลากวาง การปรับขนาดมุมขวาของแต่ละองค์ประกอบ หรือแม้กระทั่งการลบออก นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มปุ่มลัดที่เคยถูกลบไปแล้วกลับมาวางในตำแหน่งที่ต้องการผ่านตัวเลือกเพิ่มการควบคุม (Add a control) รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลจากการแยกหน้าจอให้มารวมกันเป็นแผงเดียวได้ผ่านเมนู Panel Settings > Together โดยไม่มีการจำกัดขนาด ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับขนาดแต่ละองค์ประกอบใน Quick Panel ได้ตามใจชอบ

สิ่งที่ผู้ใช้ควรทราบและข้อจำกัดในการอัปเดต

การใช้งานฟีเจอร์ปรับแต่งเหล่านี้จำเป็นต้องตรวจสอบว่าโทรศัพท์ Samsung Galaxy ของผู้ใช้ได้รับการอัปเดตเป็น One UI 9 แล้วหรือไม่ รวมถึงต้องมีการติดตั้งแอปพลิเคชัน Good Lock และ Home Up เพื่อใช้งานฟีเจอร์เสริมอย่าง Favorites Background และการตั้งค่าท่าทางสัมผัสหลายนิ้ว นอกจากนี้ ฟีเจอร์ใหม่อย่าง My Fancam ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้กลายเป็นตัวละครหลักในวิดีโอก็เป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ถูกเพิ่มเข้ามาในอัปเดตนี้เช่นกัน แม้ว่าการปรับแต่ง Quick Panel จะมีความยืดหยุ่นสูงขึ้นและยกเลิกข้อจำกัดด้านขนาดแล้ว แต่ผู้ใช้ควรทำความเข้าใจกับเครื่องมือและเมนูใหม่ ๆ ผ่านแอปพลิเคชันที่รองรับเพื่อใช้งานฟีเจอร์ทั้งหมดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

Google เปิดตัวฟีเจอร์ Motion Assist บน Android ช่วยแก้ปัญหาเมาเวลานั่งรถ

Android Motion Assist feature phone screen

Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ Motion Assist สำหรับผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ Android เพื่อช่วยลดอาการเมาเวลานั่งรถขณะใช้งานโทรศัพท์มือถือ โดยการทำงานจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลื่อนดูหน้าจอได้ดีขึ้น ลดความขัดแย้งระหว่างการมองเห็นและการเคลื่อนไหวของร่างกาย

หลักการทำงานของ Motion Assist

อาการเมาเวลานั่งรถเกิดขึ้นจากความขัดแย้งของประสาทสัมผัส เมื่อหูชั้นในรับรู้การเคลื่อนไหว เลี้ยว หรือหยุดรถ แต่สายตากลับจดจ่ออยู่กับหน้าจอที่นิ่งสนิท ทำให้สมองได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกันและรู้สึกคลื่นไส้ ฟีเจอร์ Motion Assist จึงใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ ทำให้รูปทรงเล็ก ๆ บนหน้าจอขยับตามการเคลื่อนที่ของรถ ช่วยให้สมองประสานสิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ร่างกายรู้สึกได้ดีขึ้น โดยรูปทรงเหล่านี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ขอบจอและไม่บดบังเนื้อหาตรงกลาง

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ข้อจำกัดและเงื่อนไขการใช้งาน

ฟีเจอร์นี้รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 17 หรือสูงกว่า พร้อมทั้งต้องอัปเดต Google Play Services ส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟน Samsung ต้องใช้ One UI 9 ขณะที่ผู้ใช้ Pixel สามารถทดใช้งานได้บนรุ่นใหม่อย่าง Pixel 11 ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวออกแบบมาสำหรับผู้โดยสารเท่านั้น และไม่ควรใช้งานหากเป็นผู้ขับขี่รถยนต์

วิธีการตั้งค่าและเปิดใช้งาน

ผู้ใช้ Pixel สามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชัน Settings แตะโปรไฟล์ และเลือก All services จากนั้นเปิดใช้งาน Motion Assist ในเมนู Personal & device safety นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าให้ระบบเริ่มทำงานอัตโนมัติเมื่อตรวจจับได้ว่าอยู่ในยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ โดยเปิดตัวเลือก Start automatically in a moving vehicle ในเมนูการตั้งค่า Motion Assist

เนื่องจากเซ็นเซอร์อาจตรวจจับได้ยากในบางครั้ง Google จึงแนะนำให้เพิ่มฟีเจอร์นี้ไว้ในเมนู Quick Settings เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้าใช้งาน ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งสี ความโปร่งใส และรูปทรงที่ปรากฏได้จากเมนู Customize หรือเลือกใช้ตัวเลือก Randomization เพื่อเปลี่ยนสีและรูปทรงแบบสุ่มระหว่างใช้งาน

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

รีวิว Samsung Galaxy Tab S12 Ultra แท็บเล็ต Android ระดับท็อปสุดพรีเมียม

Samsung Galaxy Tab S12 Ultra review

ตลาดแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Android ในปัจจุบันเหลือเพียง Samsung เป็นหลักในการพัฒนาอุปกรณ์ระดับพรีเมียมเพื่อเป็นคู่แข่งกับ iPad Pro โดยการมาของ Samsung Galaxy Tab S12 Ultra ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 1,400 ดอลลาร์ มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว ดีไซน์บางเบา และฟีเจอร์การใช้งานที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้งานระดับบน

สเปกและการทำงาน

ภายในเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9500 หน่วยความจำ RAM 12GB และความจุเครื่อง 256GB ผลการทดสอบผ่าน Geekbench 7 ได้คะแนนแบบ multi-core ที่ 9,403 คะแนน ด้านซอฟต์แวร์รองรับโหมด DeX ที่ช่วยปรับเปลี่ยนหน้าจอหลักให้กลายเป็นอินเทอร์เฟซคล้ายคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป พร้อมทาสก์บาร์และแอปพลิเคชันแบบหน้าต่าง ส่วนแบตเตอรี่มีความจุ 11,600mAh รองรับการใช้งานต่อเนื่องและเล่นวิดีโอนานเกือบ 20 ชั่วโมง

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ดีไซน์และอุปกรณ์เสริม

ตัวเครื่องมีความบางเพียง 5.1 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 692 กรัม เฟรมทำจากอะลูมิเนียม หน้าจอรุ่นนี้มีความสว่างสูงสุด 1,600นิต และมีอัตรารีเฟรชเรตแบบแปรผัน 120Hz พร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ ในกล่องมาพร้อมสไตลัสที่มีปุ่มลบข้อความและแกนทรงหกเหลี่ยมโดยไม่ต้องชาร์จไฟ

สำหรับการใช้งานร่วมกับคีย์บอร์ด ผู้ใช้งานจะต้องซื้อแยกต่างหาก โดยมีรุ่น Book Cover Keyboard Slim แบบเน้นความบางเบา หรือ Pro Keyboard ที่มาพร้อมทัชแพดและขาตั้งเพื่อความเสถียร นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมสิทธิ์ทดลองใช้แอปพลิเคชัน เช่น Adobe Photoshop, Google AI Pro, Lightroom และ Goodnotes

ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องพิจารณา

แม้จะมีจุดเด่นด้านจอแสดงผลและประสิทธิภาพ แต่ Galaxy Tab S12 Ultra มีข้อจำกัดด้านพอร์ตเชื่อมต่อที่มีเพียงช่อง USB-C ช่องเดียวโดยไม่มีช่องอ่านการ์ด microSD รวมถึงราคาจำหน่ายที่สูงกว่าแล็ปท็อปบางรุ่นในตลาด และตัวคีย์บอร์ดเสริมที่ต้องซื้อเพิ่มแยกต่างหาก

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Samsung เปิดตัว Galaxy Tab S12 Ultra อัปเกรดชิปและเสียง แต่ปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น

Samsung Galaxy Tab S12 Ultra tablet

Samsung ประกาศเปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นใหญ่รุ่นใหม่ล่าสุด Galaxy Tab S12 Ultra ซึ่งมาพร้อมการอัปเกรดสเปกภายในแบบรอบตัว แต่ยังคงรักษาดีไซน์ตัวเครื่องขนาดใหญ่และบางเฉียบเอาไว้เช่นเดิม โดยแท็บเล็ตรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับการปรับราคาจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน

สเปกหน้าจอและดีไซน์ภายนอก

ด้านรูปลักษณ์ภายนอก Galaxy Tab S12 Ultra แทบไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy Tab S11 Ultra โดยยังคงใช้งานตัวเครื่องที่มีความหนา 5.1 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 692 กรัมเท่ากัน ตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 14.6 นิ้ว ความละเอียด 2,960 คูณ 1,848 พิกเซล มีรอยแหว่งหยดน้ำสำหรับกล้องหน้าความละเอียด 12 เมกะเซลล์ รองรับความสว่างสูงสุด 1,600 นิตสำหรับคอนเทนต์ HDR และ 1,000 นิตในโหมดความสว่างสูง ทั้งสองรุ่นยังได้รับมาตรฐานการกันน้ำและกันฝุ่นระดับ IP68 เท่ากัน

การอัปเกรดด้านเสียงและประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านฮาร์ดแวร์คือการยกระดับระบบลำโพงออนบอร์ด 4 ตัว ให้รองรับระบบเสียงสเปเชียลอูดิโอแบบ 4 แชนแนล เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เป็นแบบ 2 แชนแนลในรุ่นก่อนหน้า ส่วนในด้านหน่วยประมวลผล มีการเปลี่ยนจากชิป MediaTek Dimensity 9300+ มาเป็น Dimensity 9500 ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3 นาโนเมตร พร้อมติดตั้งห้องไอระเหยแบบ 3D สำหรับระบายความร้อน โดย Samsung ระบุว่าชิปใหม่นี้ให้ประสิทธิภาพ CPU เพิ่มขึ้น 19 เปอร์เซ็นต์ และ GPU เพิ่มขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ รวมถึง NPU ที่เพิ่มขึ้น 61 เปอร์เซ็นต์

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ราคาและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา

Galaxy Tab S12 Ultra เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,400 ดอลลาร์ สำหรับรุ่นความจุ 256 GB และ RAM 12 GB ซึ่งถือเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้น 200 ดอลลาร์เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวของ S11 Ultra ในส่วนของแบตเตอรี่และความเร็วยังคงเดิม โดยมีความจุ 11,600 มิลลิแอมป์ชั่วโมง และรองรับการชาร์จเร็ว 45 วัตต์เท่าเดิม นอกจากนี้ ฟีเจอร์การควบคุมแท็บเล็ตจากระยะไกลด้วย S Pen ยังคงไม่ถูกนำกลับมาในรุ่นนี้ และตัวแท็บเล็ตจะแกะกล่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ One UI 9.0

สิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ใช้

สำหรับผู้ใช้งานที่มี Galaxy Tab S11 Ultra หรือแม้แต่ S10 Ultra การอัปเกรดมาเป็นรุ่น S12 Ultra อาจไม่ให้พื้นที่ความต่างด้านประสิทธิภาพที่มากนัก เนื่องจากชิปประมวลผลใหม่ไม่ได้ก้าวกระโดดมากพอที่จะรองรับราคาที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้งานที่ยังใช้รุ่นเก่าอย่าง S9 Ultra หรือ S8 Ultra การเปลี่ยนแปลงนี้จะให้ความรู้สึกถึงการเพิ่มประสิทธิภาพที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังคงต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงเช่นเดิม

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569

คู่มือเตรียมความพร้อมสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy ก่อนอัปเดตระบบปฏิบัติการ One UI 9

Samsung Galaxy One UI 9 update smartphone

ซัมซุงเริ่มทยอยปล่อยอัปเดตระบบปฏิบัติการ One UI 9 ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Android 17 ให้กับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ Galaxy แล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2026 โดยมีการกระจายตัวไปยังภูมิภาคและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้ที่อยู่ในภูมิภาคและมีอุปกรณ์ที่ตรงตามเงื่อนไขสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดการอัปเดตได้ หากอุปกรณ์พร้อมใช้งาน

รุ่นอุปกรณ์ที่รองรับการอัปเดต

การอัปเดต One UI 9 ตัวเต็มกำหนดไว้สำหรับโทรศัพท์มือถือในตระกูล S23 ซีรีส์เป็นอย่างน้อย รวมถึงรุ่น Z Flip และ Z Fold ที่ไม่เก่าไปกว่ารุ่น 5 สำหรับการปล่อยอัปเดตตัวเต็มเริ่มต้นขึ้นแล้วใน S26 ซีรีส์ และอาจต้องใช้เวลาในการกระจายไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบนิเวศทั้งหมด

วิธีตรวจสอบการอัปเดตและการติดตั้ง

ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบว่ามีอัปเดตพร้อมใช้งานหรือไม่ ผ่านการเข้าไปที่เมนูการตั้งค่า ตามด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ และเลือกตรวจสอบการอัปเดต นอกจากนี้ยังสามารถเลือกดาวน์โหลดและติดตั้งเพื่อตั้งเวลาให้อุปกรณ์ดาวน์โหลดการอัปเดตโดยอัตโนมัติในภายหลัง เช่น ในช่วงเวลาที่อุปกรณ์กำลังชาร์จแบตเตอรี่อยู่

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

สิ่งที่ผู้ใช้ควรเตรียมตัวก่อนอัปเดต

ก่อนทำการอัปเดตระบบ ผู้ใช้งานควรเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดยมีข้อควรปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • การอัปเดตจะใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลประมาณ 4GB ผู้ใช้จึงควรเคลียร์พื้นที่ว่างในเครื่องให้เกินกว่าจำนวนดังกล่าว
  • ตรวจสอบระดับพลังงานแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเพียงพอก่อนเริ่มกระบวนการอัปเดต
  • หากตั้งเวลาอัปเดต ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าโทรศัพท์มีแบตเตอรี่เพียงพอและเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi ในช่วงเวลานั้น
  • สำรองข้อมูลไฟล์ที่สำคัญเก็บไว้ทางกายภาพหรือบนคลาวด์ เพื่อป้องกันความกังวลหากเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการอัปเดต

สถานะการปล่อยอัปเดตเวอร์ชันเบต้า

นอกเหนือจากเวอร์ชันเสถียรแล้ว ซัมซุงยังคงปล่อยอัปเดตเวอร์ชันเบต้าเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์รุ่นเก่าด้วย โดยเบต้าตัวที่สองได้ปล่อยให้แก่ผู้ใช้งาน Galaxy A55 และ A35 รวมถึง S24 ซีรีส์แล้ว สำหรับรุ่น A ซีรีส์ทั้งสองรุ่นเริ่มต้นปล่อยในเกาหลีใต้ โดย A55 มีขนาดอัปเดตประมาณ 403.66MB ขณะที่ A35 ต้องเตรียมพื้นที่ประมาณ 500MB ส่วน S24 ซีรีส์ในอินเดียได้รับอัปเดตเบต้าตัวที่สองขนาด 600.90MB ซึ่งผู้ใช้งานกลุ่มนี้ต้องลงทะเบียนในโปรแกรมเบต้าของ One UI 9 และปฏิบัติตามข้อควรระวังเช่นเดียวกัน

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569

Google Pixel 8 ยังน่าซื้อในชั่วโมงนี้หรือไม่ เจาะลึกความคุ้มค่าและข้อจำกัดปี 2026

Google Pixel 8 smartphone display and camera

สมาร์ทโฟน Google Pixel 8 ที่เปิดตัวในปี 2023 ด้วยราคาเปิดตัว 700 ดอลลาร์ ปัจจุบันมีวางจำหน่ายในสภาพเครื่องรีฟอบิชบน Amazon ต่ำกว่า 300 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นราคาที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับ Pixel 10a รุ่นประหยัดรุ่นล่าสุดของ Google ที่เริ่มต้น 500 ดอลลาร์ ทว่าการตัดสินใจซื้อในปี 2026 จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยด้านประสิทธิภาพและสเปกการใช้งานจริงร่วมด้วย

การสนับสนุนซอฟต์แวร์และสเปกตัวเครื่อง

Google ให้คำมั่นสัญญาว่าจะอัปเดตระบบปฏิบัติการและความปลอดภัยให้ Pixel 8 ยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งทำให้ตัวเครื่องสามารถอัปเดตไปเป็น Android 17 และรับการอัปเดตต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยปี 2030 ด้านการแสดงผลมาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.2 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz และมีความสว่างสูงสุด 2,000 นิต ส่วนงานประกอบใช้วัสดุกรอบอะลูมิเนียมและฝาหลังกระจก พร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 และรองรับการชาร์จไร้สายย้อนกลับสำหรับเติมพลังให้อุปกรณ์เสริม

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ความสามารถด้านกล้องถ่ายภาพ

ตัวเครื่องมาพร้อมกล้องหลังคู่ประกอบด้วยกล้องหลัก 50 เมกะพิกเซล และกล้องอัลตร้าไวด์ 12 เมกะพิกเซล โดยใช้เซ็นเซอร์ตัวหลักเดียวกับ Pixel 8 Pro จุดเด่นสำคัญคือฟีเจอร์การแต่งภาพด้วย AI เช่น Magic Editor และ Best Take ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพด้านกล้องโดดเด่นกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในระดับราคาใกล้เคียงกัน

ประสิทธิภาพและการใช้งานจริง

Pixel 8 ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Tensor G3 ซึ่งเหมาะสำหรับการเล่นเกมแคชชวลและเกมที่ต้องการความสามารถปานกลาง แต่ขาดพลังกราฟิกสำหรับเฟรมเรตที่ราบรื่นในการตั้งค่าสูง นอกจากนี้ ผู้ใช้ Pixel 8 จำนวนหนึ่งเคยร้องเรียนเรื่องแอนิเมชันสะดุด เวลาเปิดแอปที่ยาวนาน และความตอบสนองของระบบโดยรวมที่ลดลงเมื่อเครื่องเก่าลง ด้านแบตเตอรี่มีความจุ 4,575 mAh รองรับการชาร์จมีสายสูงสุด 27W และชาร์จไร้สายสูงสุด 18W ซึ่งไม่ใช่จุดเด่นหลักของรุ่นนี้

ทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ

หากผู้ซื้อสามารถเพิ่มงบประมาณได้ การมองหา Pixel 9 ในราคาประมาณ 420 ดอลลาร์ จะได้อัปเกรดกล้องอัลตร้าไวด์เป็น 48 เมกะพิกเซล, แรม 12GB และชิป Tensor G4 หรืออีกทางเลือกคือ Pixel 9a ในราคาประมาณ 330 ดอลลาร์ บน Amazon Renewed ซึ่งใช้ชิปตัวเดียวกับ Pixel 9 และได้ระยะเวลาอัปเดตซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี แม้จะเปลี่ยนฝาหลังเป็นพลาสติกก็ตาม

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

เบราว์เซอร์ Opera บน Android เพิ่มบริการ eSIM พร้อมเน็ตฟรี 3GB สำหรับผู้ใช้งาน

Opera for Android app eSIM

เบราว์เซอร์ Opera สำหรับระบบปฏิบัติการ Android ประกาศเพิ่มฟีเจอร์การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน eSIM พร้อมมอบข้อมูลอินเทอร์เน็ต 5G ฟรีจำนวน 3GB ให้แก่ผู้ใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานเครือข่ายมือถือระหว่างการเดินทางไปยังต่างประเทศโดยไม่ต้องสลับซิมการ์ดแบบเดิม

การทำงานและขอบเขตการใช้งาน eSIM

ระบบ eSIM ของ Opera ถูกฝังรวมไว้โดยตรงภายในตัวแอปพลิเคชันเบราว์เซอร์ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายท้องถิ่นในต่างประเทศได้ทันที การตั้งค่าทั้งหมดสามารถจัดการผ่านแอปพลิเคชันเบราว์เซอร์ได้โดยตรง และแม้ว่าซิมดิจิทัลนี้จะฝังอยู่ในเบราว์เซอร์ แต่สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ได้จะครอบคลุมการใช้งานทั่วทั้งโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดแอปพลิเคชันอื่น ๆ ต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบริการโรมมิ่ง

ตัว eSIM ตัวเดียวสามารถใช้งานได้ใน 47 ประเทศทั่วโลกโดยไม่ต้องทำการสลับระบบดิจิทัลซ้ำซ้อน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม สิทธิ์การรับอินเทอร์เน็ตฟรี 3GB นั้นจำกัดเฉพาะผู้ใช้งานที่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล เนเธอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ และโปแลนด์ เท่านั้น

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ควรพิจารณา

ข้อมูลอินเทอร์เน็ตฟรีจำนวน 3GB มีระยะเวลาการใช้งานค่อนข้างสั้น โดยจะหมดอายุภายใน 3 วันนับจากวันที่ทำการเปิดใช้งาน ซึ่งอาจหมดลงอย่างรวดเร็วหากมีการใช้งานประเภทสตรีมมิ่งวิดีโอบนรถไฟ นอกจากนี้ บริการดังกล่าวยังรองรับเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 10 หรือใหม่กว่า รวมถึงต้องเป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นที่รองรับ eSIM และไม่ถูกล็อกซิมกับผู้ให้บริการเครือข่าย

ทางเลือกแพ็กเกจข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อปริมาณอินเทอร์เน็ตฟรี 3GB หมดลง ผู้ใช้งานสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยไม่มีข้อผูกมัด และไม่ต้องกรอกข้อมูลการชำระเงินล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิ์ eSIM และเน็ตฟรีในตอนแรก ทาง Opera มีตัวเลือกแพ็กเกจเสริมจำหน่ายในขนาด 3GB, 5GB และ 10GB โดยราคาจะมีความแตกต่างกันไปตามจุดหมายปลายทางของการเดินทาง สำหรับคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำฟีเจอร์นี้มาสู่ระบบ iOS ทางตัวแทนของบริษัทระบุว่ายังไม่มีข้อมูลที่จะเปิดเผยในขณะนี้

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

แนะวิธีปรับตั้งค่าสมาร์ทโฟน Android ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่และแก้ปัญหาพลังงานหมดไว

Android phone battery settings charging

ผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบ Android หลายรายกำลังเผชิญปัญหาแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็วก่อนถึงช่วงเที่ยงวัน ซึ่งเกิดจากปัจจัยที่สามารถป้องกันได้ เช่น หน้าสว่างเกินไป แอปพลิเคชันรีเฟรชข้อมูลเบื้องหลังตลอดเวลา หรือพฤติกรรมการชาร์จที่ไม่เหมาะสม โดยแนวทางการแก้ไขสามารถทำได้ทั้งการจัดการปัญหาการใช้พลังงานในแต่ละวันและการดูแลสุขภาพแบตเตอรี่ในระยะยาว

การปรับตั้งค่าหน้าจอและระบบเพื่อประหยัดพลังงาน

หน้าจอแสดงผลคือส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดบนโทรศัพท์ การปรับลดความสว่างด้วยตนเองหรือเปิดใช้งานความสว่างอัตโนมัติ (Adaptive brightness) รวมถึงการตั้งเวลาปิดหน้าจอ (Screen timeout) ให้สั้นลง เช่น 30 นาทีหรือ 30 วินาทีตามเมนูตั้งค่า ช่วยลดการเผาผลาญพลังงานที่ไม่จำเป็นได้ สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับรีเฟรชเรท 120Hz สามารถปรับลดลงเหลือ 60Hz ในเมนู Settings > Display > Motion smoothness โดยเลือก Standard แทน Adaptive

การเปิดใช้โหมดมืด (Dark mode) บนหน้าจอ OLED หรือ AMOLED สามารถประหยัดพลังงานส่วนแสดงผลได้ระหว่าง 39 เปอร์เซ็นต์ถึง 47 เปอร์เซ็นต์เมื่อใช้ความสว่างสูงสุด อ้างอิงจากงานวิจัยของ Purdue University แต่สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือระหว่าง 3 ถึง 9 เปอร์เซ็นต์ในระดับความสว่างภายในอาคารทั่วไป นอกจากนี้ ระบบตัวช่วยอย่าง Battery Saver และ Adaptive Battery ยังช่วยจำกัดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ค่อยได้ใช้งานได้เช่นกัน

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ปรับพฤติกรรมการชาร์จเพื่อรักษาสภาพแบตเตอรี่

การชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ที่ 100 เปอร์เซ็นต์ข้ามคืนส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดเมื่อรักษาระดับประจุไว้ระหว่าง 20 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากช่วยให้แรงดันไฟฟ้าต่ำลงตามข้อมูลของ Battery University โทรศัพท์ Android รุ่นใหม่หลายรุ่นจึงมีเมนูจำกัดการชาร์จ (Battery Protection) ให้เลือกตั้งค่าขีดจำกัดระหว่าง 80 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ หรือเลือกโหมด Basic ที่จะหยุดชาร์จเมื่อครบ 100 เปอร์เซ็นต์และจะเริ่มชาร์จใหม่อีกครั้งเมื่อระดับลดลงเหลือ 95 เปอร์เซ็นต์

การตรวจสอบแอปพลิเคชันที่กินพลังงานและทดสอบสถานะแบตเตอรี่

ผู้ใช้สามารถตรวจสอบว่าแอปใดใช้พลังงานมากที่สุดในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาได้ที่เมนู Settings > Battery > Battery usage เมื่อพบแอปที่ผิดปกติสามารถเลือกตั้งค่าจำกัดการใช้งานเบื้องหลังเพื่อให้แอปเข้าสู่โหมดสลีป (Sleep) หรือสลีปหลับลึก (Deep sleep) ได้ทันที นอกจากนี้ หากโทรศัพท์ยังคงหมดแบตเตอรี่เร็วผิดปกติ อาจเกิดจากการติดมัลแวร์หรือสปายแวร์ที่ต้องค้นหาและกำจัดออก

สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้และข้อจำกัดในการตรวจสอบ

หากการปรับตั้งค่าทั้งหมดไม่ได้ช่วยให้ระดับแบตเตอรี่ดีขึ้น ผู้ใช้สามารถรันการทดสอบแบตเตอรี่ได้ โดยในอุปกรณ์ Samsung สามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Members ในส่วน Support > Phone diagnostics เพื่อสแกนตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ หากผลการตรวจสอบไม่ใช่สถานะ Normal แบตเตอรี่อาจจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่ ส่วนโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นสามารถตรวจสอบได้ผ่านเส้นทางเช่น Settings > Battery > Battery Health โดยค่าที่ปรากฏควรอยู่ในระดับ Good หรือ Normal

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

เปิดวิธีปรับแต่งตั้งค่าบน Android ช่วยให้มือถือทำงานรวดเร็วทันใจขึ้นได้ทันที

Android smartphone settings developer options animation scale

ผู้ใช้สมาร์ตโฟนระบบ Android ทุกแบรนด์และทุกระดับราคา สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วแอนิเมชันของระบบเพื่อช่วยให้โทรศัพท์มือถือรู้สึกตอบสนองได้รวดเร็วและดูว่องไวขึ้นกว่าเดิม ซึ่งฟีเจอร์นี้มีให้ใช้งานมาตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich แล้ว แม้ว่าชิปประมวลผลในปัจจุบันจะมีความทรงพลังสูงจนไม่ค่อยพบปัญหาอาการแลคหรือสะดุด แต่การปรับแต่งค่าดังกล่าวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้การเปิดใช้งานแอปพลิเคชันหรือการสลับหน้าจอมีความรวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการปลดล็อกเมนูนักพัฒนา

การปรับความเร็วแอนิเมชันจะต้องทำผ่านเมนูตัวเลือกสำหรับนักพัฒนา (Developer Options) ซึ่งถูกซ่อนไว้เป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานได้โดยเข้าไปที่การตั้งค่า เลือกหัวข้อ About และมองหาตัวเลือก Build Number หรือชื่อเรียกอื่นตามรุ่นของโทรศัพท์เช่น Software Version จากนั้นให้แตะที่ปุ่มดังกล่าวติดต่อกันเจ็ดครั้งจนกว่าจะมีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นว่า You are now a developer! แล้วจึงกลับมาที่หน้าการตั้งค่าหลักเพื่อเข้าสู่เมนู Developer Options ซึ่งอาจอยู่ในหน้าแรกหรือภายใต้หัวข้อ System

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

วิธีปรับตั้งค่าความเร็วแอนิเมชัน

เมื่อเข้าสู่เมนู Developer Options แล้ว ให้เลื่อนหาหมวดหมู่ Drawing ซึ่งจะมีรายการตั้งค่าสเกลแอนิเมชันอยู่ โดยให้ปรับค่าในสามส่วนประกอบด้วย Window animation scale, Transition animation scale และ Animator duration scale ให้ลดลงเหลือ 0.5x การตั้งค่านี้จะส่งผลให้แอนิเมชันส่วนใหญ่บนมือถือ Android เล่นด้วยความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ช่วยให้การปลดล็อกหน้าจอ การเปิดแอป และการสลับหน้าจอไปมารู้สึกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ข้อควรระวังและข้อจำกัดในการใช้งาน

แม้ว่าการปรับลดความเร็วแอนิเมชันลงครึ่งหนึ่งจะไม่ได้ช่วยให้ประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์ดีขึ้นจริง แต่ก็ช่วยให้การใช้งานโดยรวมดูว่องไวขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับแต่งนี้อาจไม่เหมาะกับโทรศัพท์มือถือทุกรุ่น เนื่องจากแอนิเมชันมีหน้าที่ช่วยบังเวลาในการโหลดและทำให้การเปลี่ยนผ่านระหว่างหน้าจอมีความราบรื่น ในกรณีของโทรศัพท์รุ่นราคาประหยัด การเร่งความเร็วแอนิเมชันอาจทำให้ประสบการณ์ใช้งานแย่ลงได้ หากระบบและแอปพลิเคชันโหลดข้อมูลไม่ทัน นอกจากนี้ อินเทอร์เฟซของแต่ละแบรนด์ก็มีความเร็วค่าเริ่มต้นที่แตกต่างกัน เช่น Pixel UI ของ Google ที่มีแอนิเมชันค่อนข้างช้า หรือ OxygenOS ของ OnePlus ที่มีความเร็วเริ่มต้นสูงอยู่แล้ว ทั้งนี้ หากผู้ใช้ปิดสวิตช์ Developer Options ระบบจะรีเซ็ตค่าสเกลแอนิเมชันทั้งหมดกลับสู่ค่าเริ่มต้นตามเดิม

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

แนะแนวทางตั้งค่าสมาร์ทโฟน Android ยกระดับคุณภาพเสียงโทรศัพท์ให้คมชัดยิ่งขึ้น

Android phone call sound quality settings

ผู้ใช้สมาร์ทโฟน Android สามารถยกระดับคุณภาพเสียงระหว่างการโทรศัพท์ได้ผ่านการปรับแต่งค่าและการตั้งค่าฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มีมาให้บนตัวเครื่อง โดยไม่ต้องเผชิญปัญหาเสียงไม่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้คุณภาพการโทรยังขึ้นอยู่กับสัญญาณหรืออุปกรณ์ของฝั่งคู่สนทนาด้วยเช่นกัน

เปิดใช้งาน VoLTE และ Wi-Fi Calling

การใช้งานผ่านเครือข่ายความเร็วสูงอย่าง VoLTE (Voice over LTE) ช่วยให้การโทรศัพท์เชื่อมต่อได้รวดเร็วขึ้น พร้อมให้เสียงที่คมชัดระดับ HD ผ่านเครือข่ายข้อมูล 4G และ 5G (VoNR) โดยในปัจจุบันยังมีบางสายที่ใช้งานผ่านเครือข่าย 2G และ 3G ดั้งเดิมอยู่

นอกจากนี้ การเปิดใช้งาน Wi-Fi Calling ยังช่วยเปลี่ยนเสียงเป็นแพ็กเก็ตข้อมูลดิจิทัลส่งผ่านเครือข่าย Wi-Fi ที่บ้านหรือที่ทำงาน หลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านสิ่งกีดขวางทางเซลลูลาร์และความหนาแน่นของเครือข่าย ทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ฟีเจอร์ลดเสียงรบกวนรอบข้าง

สมาร์ทโฟน Android หลายรุ่นมีฟีเจอร์สำหรับตัดเสียงรบกวนระหว่างการโทรในชื่อที่แตกต่างกันไป ดังนี้

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ
  • Clear Calling: บนสมาร์ทโฟน Pixel (รุ่น Pixel 7 ขึ้นไป) ช่วยกรองเสียงรบกวนและปรับปรุงคุณภาพเสียงของผู้พูด
  • Mic mode: บนสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy รุ่นใหม่ สามารถเลือกโหมดเสียงไมโครโฟนได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Standard, Voice focus และ Full spectrum

การปรับแต่งเสียงให้เข้ากับผู้ใช้

ระบบ Adapt sound บนสมาร์ทโฟน Samsung ช่วยปรับแต่งเสียงให้ออกมาเข้ากับช่วงการได้ยินของผู้ใช้แต่ละคน โดยสามารถเลือกใช้ค่าสำเร็จรูปตามช่วงอายุหรือทำแบบทดสอบการได้ยินสั้น ๆ (ใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น) ขณะที่สมาร์ทโฟน Pixel มีฟีเจอร์ Adaptive Sound คอยปรับเสียงลำโพงอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมรอบตัว

ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรพิจารณา

เนื่องจากอุปกรณ์ Android มีความหลากหลาย ฟีเจอร์และตำแหน่งเมนูการตั้งค่าจึงอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อและรุ่น นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการโทรยังขึ้นต่อปัจจัยภายนอก เช่น สัญญาณที่อ่อน หรือเสียงรบกวนในห้องของฝั่งคู่สนทนา และควรตรวจสอบทำความสะอาดไมโครโฟนหรือลำโพงไม่ให้มีฝุ่นหรือเคสโทรศัพท์กีดขวางอยู่เสมอ

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

เผยวิธีจัดการและยืดอายุแบตเตอรี่ Samsung Galaxy ช่วยประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง

Samsung Galaxy smartphone battery settings display

ผู้ใช้สมาร์ทโฟน Samsung Galaxy สามารถเพิ่มระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ได้ด้วยการปรับแต่งค่าการแสดงผล การเชื่อมต่อ และการจัดการระบบภายใน โดยไม่ต้องพึ่งพาการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองในชีวิตประจำวัน

การปรับแต่งหน้าจอเพื่อประหยัดพลังงาน

หน้าจอมักเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อตั้งค่าความสว่างไว้สูงเกินความจำเป็น ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ Adaptive Brightness ในเมนู Settings > Display เพื่อให้ระบบปรับความสว่างตามสภาพแสงรอบตัวโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังควรตั้งค่าหน้าจอให้ดับเร็วขึ้น (Screen timeout) รวมถึงการปรับโปรไฟล์ประสิทธิภาพจาก Standard เป็น Light ในเมนู Settings > Device Care ใต้ส่วน Performance ซึ่งจะช่วยเน้นเรื่องแบตเตอรี่มากกว่าความเร็วในการประมวลผล แต่ฟีเจอร์นี้จะไม่ส่งผลกับการเล่นเกม

การลดภาระจากอัตราการรีเฟรชและระบบเชื่อมต่อ

สำหรับรุ่นที่รองรับ ผู้ใช้สามารถปรับลดอัตราการรีเฟรชหน้าจอจาก 120Hz ลงเหลือ 60Hz ได้ที่ Settings > Display > Motion smoothness ซึ่งช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มาก แต่อาจทำให้การเลื่อนหน้าจอและการแสดงผลแอนิเมชันมีความลื่นไหลน้อยลง ขณะเดียวกัน การเปิดการเชื่อมต่อทิ้งไว้ในเบื้องหลัง เช่น Bluetooth, Wi-Fi และบริการระบุตำแหน่ง (Location services) ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้พลังงานหมดลงอย่างเงียบ ๆ ผู้ใช้จึงควรปิดการใช้งานเมื่อไม่ได้ใช้งานผ่านทางไอคอนทางลัด

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

การตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่

หากการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ยังไม่เพียงพอ ผู้ใช้ควรตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Members โดยไปที่ Support เลือก Phone diagnostics และกด Get started จากนั้นเลือก Battery status ผลลัพธ์จะแสดงเป็น Normal, Weak หรือ Bad หากผลลัพธ์ระบุว่า Weak หรือ Bad หมายความว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเกินกว่าจะแก้ไขด้วยการปรับตั้งค่า และควรพิจารณาเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบางกรณีอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน

สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้และข้อจำกัด

การปรับลดอัตราการรีเฟรชหน้าจอลงเหลือ 60Hz จะส่งผลให้การใช้งานทั่วไปอย่างการเลื่อนหน้าจอรู้สึกสะดุดขึ้นเล็กน้อย ในส่วนของโปรไฟล์ประสิทธิภาพแบบ Light จะไม่ทำงานกับการเล่นเกม และหากผลการตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Members แสดงสถานะว่า Weak หรือ Bad การปรับแต่งซอฟต์แวร์หรือตั้งค่าใด ๆ จะไม่สามารถแก้ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่เท่านั้น

การดูแลรักษาแบตเตอรี่ Samsung Galaxy ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นสามารถทำได้ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ การจัดการแอปพลิเคชันเบื้องหลัง การปรับตั้งค่าหน้าจอ และการปิดระบบเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มชั่วโมงการใช้งานให้กลับคืนมาโดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

Google ปล่อย Android Desktop Mode สำหรับ Pixel 8 ขึ้นไป เปลี่ยนมือถือให้เป็นพีซีผ่านจอภายนอก

Pixel phone Android desktop mode monitor setup

ระบบปฏิบัติการ Android เดินหน้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปอีกขั้น หลังจากที่ผ่านมามีความพยายามจากหลากหลายค่ายในการนำเสนอประสบการณ์ใช้งานหน้าจอใหญ่ผ่านสมาร์ทโฟน เช่น ฟีเจอร์ Continuum ของไมโครซอฟท์ที่ยุติบทบาทไปในปี 2017 รวมถึง Samsung DeX และ Smart Connect จากโมโตโรลา ล่าสุดการอัปเดต Android 16 ในช่วง March Pixel Drop ได้นำฟีเจอร์ Android Desktop Mode มาสู่สมาร์ทโฟน Pixel 8 และรุ่นที่ใหม่กว่าอย่างเป็นทางการ หลังผ่านช่วงเบต้ามาหลายเดือน

วิธีเชื่อมต่อและเริ่มต้นใช้งาน

ผู้ใช้สมาร์ทโฟน Google Pixel 8 หรือรุ่นใหม่กว่า สามารถใช้งานโหมดเดสก์ท็อปได้ด้วยการเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับจอมอนิเตอร์ภายนอกผ่านสาย USB-C ความเร็วสูง เมื่อเชื่อมต่อแล้วจะมีหน้าต่างป๊อปอัปปรากฏขึ้นมาเพื่อให้เลือกระหว่างการใช้งาน Android Desktop Mode หรือการสะท้อนหน้าจอ โดยให้เลือกตัวเลือกเดสก์ท็อป จากนั้นสามารถเชื่อมต่อเมาส์และคีย์บอร์ดผ่านบลูทูธหรือฮับ USB เพื่อเปลี่ยนโทรศัพท์ให้กลายเป็นเวิร์กสเตชันเคลื่อนที่

ลักษณะการทำงานและหน้าตาอินเทอร์เฟซ

เมื่อเข้าสู่โหมดเดสก์ท็อป แอปพลิเคชันจะเปิดขึ้นมาในรูปแบบหน้าต่างที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน การเปิดแอปพลิเคชันทำได้ผ่านเมนูเริ่มต้นที่เปิดลิ้นชักแอป ขณะที่การดึงหน้าจอลงจากด้านบนจะแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ ผลการทดสอบจาก ZDNet ระบุว่าโหมดดังกล่าวสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุดแม้จะเปิดใช้งานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน นอกจากนี้ หากผู้ใช้ถอดสายโทรศัพท์ออกแล้วเชื่อมต่อใหม่ ระบบจะยังคงรักษาหน้าต่างการทำงานที่เปิดค้างไว้ เพื่อให้สามารถทำงานต่อได้ทันทีหากยังไม่ได้ปิดแอปบนโทรศัพท์

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ข้อจำกัดที่ควรพิจารณาในการใช้งาน

แม้ว่าการใช้งานพื้นฐาน เช่น การแก้ไขเอกสารหรือการรับชมวิดีโอ จะสามารถทำได้อย่างราบรื่น แต่ผู้ใช้อาจพบปัญหาเมื่อต้องจัดการกับงานประมวลผลที่มีความหนักหน่วงมากขึ้น เช่น การแต่งภาพ ด้าน HowToGeek รายงานว่าซอฟต์แวร์ในปัจจุบันจำกัดอัตราเฟรมเรตไว้ที่ 60 Hz ขณะที่ผู้ใช้บน Reddit ระบุถึงข้อจำกัดเรื่องการไม่รองรับความละเอียด 4K ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเมื่อเชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังมีข้อจำกัดเรื่องการไม่รองรับส่วนขยายของเบราว์เซอร์ Chrome ในโหมดเดสก์ท็อป ส่งผลให้เครื่องมืออย่าง Grammarly หรือ OneTab ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ผลกระทบต่อตัวเครื่องและแบตเตอรี่

การขับเคลื่อนส่วนติดต่อผู้ใช้แบบเดสก์ท็อปที่มีหน้าต่างลอยตัวจากหน่วยประมวลผลของสมาร์ทโฟน ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในตัวเครื่อง การทดสอบจาก Android Police พบว่าตัวเครื่องจะร้อนขึ้นจนรู้สึกได้เมื่อสัมผัสหลังจากใช้งานโหมดเดสก์ท็อปไปเป็นเวลา 30 นาทีสำหรับการใช้งานเบาๆ และการใช้งานในลักษณะนี้นานๆ ยังส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือหมดเร็วกว่าการใช้งานปกติทั่วไป

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

ทางเลือกการใช้งานแอป Android บน Windows PC หลังจากไมโครซอฟท์ยกเลิกซับระบบดั้งเดิม

Android apps on Windows PC emulator

หลังจากแผนการรองรับแอปพลิเคชัน Android บน Windows 11 ผ่าน Windows Subsystem for Android ต้องยุติลงในปี 2024 ผู้ใช้งานที่ต้องการรันแอปพลิเคชัน Android บนพีซีจึงมีเส้นทางหลักเหลืออยู่สองทาง ได้แก่ การใช้งานโปรแกรมจำลอง Android (Emulators) และแอปพลิเคชัน Google Play Games สำหรับพีซี ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันในการใช้งานจริง

ทางเลือกผ่านโปรแกรมจำลอง Android

โปรแกรมจำลองถือเป็นโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยตัวเลือกยอดนิยมประกอบด้วย BlueStacks และ MuMuPlayer โปรแกรม BlueStacks มีการใช้งานจริงจังแต่มีโฆษณาแทรกอยู่หนาแน่นเกือบทุกส่วนของอินเทอร์เฟซ ขณะที่ MuMuPlayer ซึ่งพัฒนาโดย NetEase ผู้จัดจำหน่ายเกมจากจีน เปิดให้ใช้งานฟรีและมีโฆษณาปรากฏเพียงบางหน้าจอโหลดเท่านั้น นอกจากนี้ MuMuPlayer ยังรองรับระบบ Android 15 และช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างโทรศัพท์เสมือนเพื่อรันแอปจาก Play Store ได้เหมือนบนมือถือ

การใช้งาน Google Play Games สำหรับพีซี

อีกหนึ่งทางเลือกคือการใช้ Google Play Games ซึ่งเป็นโปรเจกต์แปลงเกม Android ให้ทำงานบนพีซีโดยตรงผ่านเครื่องมือเสมือนขนาดเบา ระบบนี้รองรับเกมที่เลือกเข้าร่วมจากนักพัฒนา เช่น Genshin Impact, Clash of Clans และ Disco Elysium อย่างไรก็ตาม มีเกมบางส่วนที่ไม่รองรับ เช่น Destiny: Rising นอกจากนี้ ผู้ใช้ Windows 11 ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ Phone Link เพื่อแคสต์หน้าจอหรือแอปจากโทรศัพท์ Android มายังเดสก์ท็อปแบบไร้สายได้เช่นกัน แต่ตัวแอปจะรันอยู่บนตัวสมาร์ทโฟนไม่ใช่บนพีซีโดยตรง

สินค้าแนะนำ
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที
เลือกดูคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

เหตุผลและประโยชน์ในการใช้งานบนพีซี

การรันแอปหรือเกม Android บนคอมพิวเตอร์ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านกราฟิกและเฟรมเรตที่มักพบในแท็บเล็ตบางรุ่น เช่น การเล่นเกม Destiny: Rising บนพีซีที่ใช้การ์ดจอ Nvidia RTX 4070 Ti Super จะได้กราฟิกที่ดีกว่าการจำกัดเฟรมเรตบนแท็บเล็ต นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการใช้งานแอปโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram, TikTok, แอปพลิเคชันส่งข้อความ หรือแอปควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ไม่ทำเวอร์ชันพีซี รวมถึงการใช้รันโปรแกรมเวอร์ชัน Android บนคอมพิวเตอร์สเปกต่ำที่ไม่อาจรองรับซอฟต์แวร์ครีเอทีฟรุ่นโปรได้

ข้อจำกัดและสิ่งที่ผู้ใช้ควรพิจารณา

แม้โปรแกรมจำลองอย่าง MuMuPlayer และ BlueStacks จะรองรับการรันอินสแตนซ์คู่ขนานเพื่อเปิดใช้อุปกรณ์จำลองหลายตัวพร้อมกัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำฟาร์มทรัพยากรในเกมหรือการจัดการหลายบัญชี แต่การจำลองระบบในเครื่องก็ยังคงใช้ทรัพยากรระบบคอมพิวเตอร์ในท้องถิ่น นอกจากนี้ ตัวโปรแกรมจำลองบางตัวอาจมีโฆษณา และยังมีกรณีการใช้งานอย่างการจำลองคอนโซลเก่าอย่าง PS3 หรือ GameBoy ที่อาจมีความเสี่ยงในแง่กฎหมายที่ผู้ใช้ต้องระมัดระวัง

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

เช็กสุขภาพมือถือ Samsung Galaxy ง่าย ๆ ด้วยระบบตรวจสอบในเครื่องก่อนส่งซ่อม

Samsung Galaxy phone diagnostics test Device care

ผู้ใช้งานโทรศัพท์ Samsung Galaxy สามารถตรวจสอบการทำงานของฮาร์ดแวร์และสุขภาพเครื่องได้ด้วยตนเองผ่านระบบวินิจฉัยในตัวเครื่อง ก่อนที่จะนำเครื่องไปส่งซ่อมหรือตัดสินใจอัปเกรด โดยเครื่องมือนี้ช่วยให้ตรวจสอบปัญหาต่าง ๆ เช่น แบตเตอรี่หมดเร็วหรือสายหลุด ได้ด้วยการทดสอบผ่านเมนูหลักของระบบ

วิธีเข้าใช้งานระบบตรวจสอบ

ฟังก์ชันการตรวจสอบโทรศัพท์ถูกรวมไว้ในชุดเครื่องมือ Device care ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าไปใช้งานได้โดยเปิดไปที่ Settings เลือก Device care จากนั้นกดที่ Diagnostics แล้วเลือก Phone diagnostics เพื่อทดสอบส่วนประกอบทีละรายการ หรือเลือกกด Test all เพื่อไล่ตรวจสอบตามรายการทั้งหมด

ระบบวินิจฉัยผ่าน Device care นี้รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ Galaxy ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 12 หรือใหม่กว่า โดยเมนูเฉพาะและรายการทดสอบอาจมีความแตกต่างกันไปตามรุ่นของโทรศัพท์และเวอร์ชันซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเข้าถึงการทดสอบเหล่านี้ผ่านทางแอปพลิเคชัน Samsung Members ได้อีกด้วย

องค์ประกอบและฮาร์ดแวร์ที่ตรวจสอบได้

ชุดเครื่องมือตรวจสอบของ Samsung สามารถทดสอบการทำงานของฮาร์ดแวร์ได้หลากหลายส่วน ขึ้นอยู่กับรุ่นของ Galaxy แต่ละรุ่น โดยมีรายการสำคัญดังนี้:

  • หน้าจอสัมผัส กล้อง ไมโครโฟน และลำโพง
  • ปุ่มกดทางกายภาพ และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ
  • ระบบ Wi-Fi, เครือข่ายมือถือ, บลูทูธ และการเชื่อมต่อ NFC
  • ซิมการ์ด การเชื่อมต่อ USB และการชาร์จแบตเตอรี่
  • เครื่องอ่านลายนิ้วมือ
  • การตรวจสอบเพิ่มเติมสำหรับรุ่นที่มี S Pen หรือการชาร์จไร้สาย

การทดสอบบางรายการจะทำงานโดยอัตโนมัติ ในขณะที่บางรายการผู้ใช้ต้องทำตามคำแนะนำ เช่น การทดสอบพร็อกซิมิตี้ที่ต้องใช้ฝ่ามือปิดบริเวณรอบกล้องหน้าหรือลำโพงสนทนา หรือการทดสอบเสียงผ่านลำโพงสนทนา หากการทดสอบใดไม่ผ่าน แอปพลิเคชันจะมีคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาหรือคำถามที่พบบ่อยแสดงขึ้นมา

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

การประเมินสถานะแบตเตอรี่

สำหรับการตรวจสอบโทรศัพท์รุ่นเก่า สถานะของแบตเตอรี่ถือเป็นผลลัพธ์ที่มีประโยชน์มากที่สุด โดย Samsung จะแบ่งระดับสุขภาพแบตเตอรี่ออกเป็น Normal, Weak หรือ Bad

สถานะ Weak หมายความว่าประสิทธิภาพของแบตเตอรี่อาจลดลงเนื่องจากการใช้งานเป็นเวลานานหรือสภาพแวดล้อม ส่วนสถานะ Bad หมายถึงอายุการใช้งานแบตเตอรี่เสื่อมลงอย่างมาก และ Samsung แนะนำให้ขอรับคำปรึกษาด้านการบริการ นอกจากนี้หากนำเครื่องไปส่งซ่อม Samsung ยังมีโหมด Maintenance mode ที่ช่วยซ่อนรูปภาพ ข้อความ รายชื่อติดต่อ และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ในขณะที่ช่างเทคนิคสามารถทดสอบอุปกรณ์ได้

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับขีดจำกัดการทดสอบ

แม้ว่าโทรศัพท์ Samsung Galaxy จะผ่านการตรวจสอบจากระบบ diagnostics ทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวเครื่องจะมีความเร็วเท่ากับวันแรกที่ซื้อมา เนื่องจากระบบทดสอบของ Samsung จะตรวจสอบว่าส่วนประกอบและฟังก์ชันทำงานถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่ได้วัดค่าความเร็วของ CPU หรือระบุประสิทธิภาพการเล่นเกม

หากการตรวจสอบผ่านทั้งหมดแต่โทรศัพท์ยังคงทำงานช้า Samsung ระบุว่าอาจเกิดจากซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย แอปพลิเคชันเบื้องหลัง หน่วยความจำไม่เพียงพอ หรือข้อผิดพลาดของระบบชั่วคราว ขณะเดียวกัน Google ระบุว่าโทรศัพท์ Android อาจเริ่มมีปัญหาเมื่อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเหลือว่างน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

MapQuest เพิ่มฟีเจอร์นำทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะแล้ว หลังบริการมีอายุ 30 ปี

MapQuest app public transit navigation 2026

บริการแผนที่ MapQuest ที่มีอายุ 30 ปี ได้ตัดสินใจเพิ่มฟีเจอร์นำทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะลงในแอปพลิเคชัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริการดังกล่าวได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วบน App Store และ Google Play เนื่องจากผู้ใช้งานจำนวนมากหันมาใช้งานแอปพลิเคชัน หลังจากที่บริษัทปฏิเสธคำสั่งของผู้บริหารระดับสูงในการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ Ontario เป็นทะเลสาบ America ตามคำสั่งของประธานาธิบดี Donald Trump

รายละเอียดฟีเจอร์ระบบขนส่งสาธารณะ

การอัปเดตครั้งนี้ทำให้ MapQuest ซึ่งเป็นบริการที่มีอายุ 30 ปี รองรับการวางแผนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุมเกือบ 2,000 เมือง ใน 70 ประเทศ โดยฟีเจอร์ดังกล่าวประกอบด้วย:

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ
  • การวางแผนการเดินทางแบบ door-to-door ซึ่งคำนวณรวมทั้งรถบัส รถไฟ รถแทรม และการเดินเท้า
  • ข้อมูลเวลาออกเดินทางและข้อมูลความล่าช้าแบบเรียลไทม์สำหรับมากกว่า 350 เมือง
  • รายละเอียดเกี่ยวกับทางเข้าสถานีและจุดเข้าถึง
  • ตัวเลือกเส้นทางที่หลากหลาย

การใช้งานบนแพลตฟอร์มต่างๆ

ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟีเจอร์นำทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้แล้ววันนี้ผ่านแอปพลิเคชัน MapQuest บนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android นอกจากนี้ ทางผู้พัฒนากล่าวว่าฟีเจอร์ดังกล่าวจะเปิดให้บริการบนเว็บไซต์เร็วๆ นี้ รวมถึงกำลังเร่งพัฒนาฟีเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนการใช้งาน Android Auto

สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้และผลกระทบต่อการใช้งาน

ผู้ใช้งานจำนวนมากที่กลับมาใช้งานหรือเป็นผู้ใช้ใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ต้องการใช้งาน MapQuest เป็นแอปพลิเคชันนำทางหลัก แต่จำเป็นต้องมีฟีเจอร์ระบบขนส่งสาธารณะเสียก่อน การเพิ่มฟีเจอร์นี้จึงเข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวหลังจากที่ยอดดาวน์โหลดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืน

สิ่งที่ควรติดตามต่อ

ทีมนักพัฒนาของแพลตฟอร์มกำลังเร่งมือพัฒนาการอัปเดตอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการขยายพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการ และระบบนำทางแบบสดเพื่อคอยแนะนำผู้ใช้งานไปยังจุดหมายปลายทาง

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

Google Photos เพิ่มเครื่องมือ Redact และฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วโลก

Google Photos app update Redact tool

Google ประกาศอัปเดตชุดใหญ่ให้กับแอปพลิเคชัน Google Photos โดยเพิ่มเครื่องมือ "Redact" สำหรับเบลอข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลสำคัญในรูปภาพ พร้อมทั้งทยอยปล่อยฟีเจอร์ใหม่อื่น ๆ เช่น Wardrobe, การปรับแต่งผ่าน Markup, ฟิลเตอร์ Moods และเทมเพลต Remix ให้ผู้ใช้งานทั่วโลกบนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

เครื่องมือ Redact และฟีเจอร์ Markup ที่อัปเกรดใหม่

การอัปเดตครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องมือ Redact ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟีเจอร์ Markup ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ผู้ใช้งานสามารถใช้เครื่องมือนี้เปลี่ยนส่วนของภาพที่ต้องการปกปิด เช่น ป้ายทะเบียนรถ ให้กลายเป็นบล็อกพิกเซลได้ทันที นอกจากนี้ Markup ยังเพิ่มตัวเลือกฟอนต์แบบใหม่ พร้อมทั้งแถบเลื่อนความหนาที่แม่นยำยิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานปากกาและไฮไลต์ โดยความสามารถเหล่านี้กำลังทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ Google Photos บน Android ทั่วโลก

ฟีเจอร์ Wardrobe สำหรับจัดการเสื้อผ้าและเครื่องประดับ

ในส่วนของผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา อินเดีย และบราซิล ทั้งบนแพลตฟอร์ม Android และ iOS จะได้ใช้งานฟีเจอร์ Wardrobe ที่กำลังขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มเติม ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างแคตตาล็อกเสื้อผ้าและเครื่องประดับจากรูปภาพที่มีอยู่ในคลัง เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการเลือกสไตล์การแต่งตัวได้

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

การใช้งานร่วมกับ Gemini Spark และฟิลเตอร์ Moods

ผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิก Google AI Pro หรือ Ultra ในสหรัฐอเมริกา จะสามารถใช้งาน Google Photos ผ่านระบบ Gemini Spark ซึ่งช่วยให้ค้นหาและแก้ไขรูปภาพได้ด้วยข้อความแจ้งเตือนคำสั่งเดียว นอกจากนี้ สำหรับผู้ใช้งาน Android จะได้รับฟีเจอร์ Moods ที่เพิ่มฟิลเตอร์แนววินเทจให้กับรูปภาพ

เทมเพลต Remix และข้อจำกัดในการใช้งาน

ผู้ใช้งานบน Android และ iOS ในบางประเทศ จะพบกับเทมเพลต Remix จำนวน 15 แบบ ซึ่งสามารถนำใบหน้าของผู้ใช้ไปสร้างภาพจำลองบนพรมแดงและภาพถ่ายจากตู้ถ่ายภาพได้ทันที อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงฟีเจอร์เหล่านี้จะมีความแตกต่างกันไปตามระบบปฏิบัติการ ประเทศที่ใช้งาน และประเภทของการเป็นสมาชิก

สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้และผลต่อการใช้งาน

การอัปเดตชุดนี้ส่งผลให้ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Google Photos มีเครื่องมือจัดการรูปภาพที่หลากหลายขึ้น ทั้งด้านความเป็นส่วนตัว ความสะดวกในการแต่งภาพ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทั่วโลกจะได้รับเครื่องมือ Redact และ Markup แบบใหม่ ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ เช่น Wardrobe และ Gemini Spark จะจำกัดพื้นที่ให้บริการเฉพาะบางประเทศและกลุ่มสมาชิกเท่านั้น ผู้ใช้งานจึงควรตรวจสอบการอัปเดตแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

วิธีใช้ Find Hub ติดตามและจัดการสมาร์ทโฟน Android ที่สูญหาย

Google Find Hub Android phone location tracking

Google เปิดตัวเครือข่ายติดตามอุปกรณ์อย่าง Find Hub ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ใช้ Android ในการค้นหาโทรศัพท์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่สูญหาย โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงระบบดังกล่าวได้ทันทีผ่านเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเครื่องอื่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้แต่อุปกรณ์ Android เท่านั้น

การเตรียมความพร้อมและการตั้งค่าอุปกรณ์

ผู้ใช้ควรตรวจสอบการตั้งค่าล่วงหน้าเพื่อให้สามารถค้นหาโทรศัพท์ได้ในกรณีฉุกเฉิน เริ่มจากการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ตรวจสอบบัญชี Google ที่ใช้งานอยู่ในการตั้งค่า และเปิดใช้งานระบบระบุตำแหน่ง (Location)

เข้าไปที่การตั้งค่าความปลอดภัยหรือความปลอดภัยความเป็นส่วนตัว เลือก Find Hub หรือ Lost Device Protection แล้วเปิดตัวเลือกอนุญาตให้ค้นหาอุปกรณ์ได้ นอกจากนี้ควรเปิดใช้งานฟังก์ชันค้นหาอุปกรณ์ออฟไลน์ (Offline Finding) และตั้งค่ารหัส PIN รูปแบบ หรือรหัสผ่าน เพื่อให้ระบบบันทึกตำแหน่งล่าสุดไว้ได้แม้เครื่องจะออฟไลน์ สำหรับรุ่นที่รองรับ เช่น พิกเซลรุ่นใหม่ ๆ Find Hub ยังสามารถระบุตำแหน่งหลังปิดเครื่องได้หลายชั่วโมงหากตั้งค่าเครือข่ายไว้

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

วิธีใช้งาน Find Hub เมื่อโทรศัพท์หาย

เมื่อเกิดเหตุสูญหาย ให้เปิดแอปพลิเคชัน Find Hub บนอุปกรณ์ Android หรือนาฬิกาอัจฉริยะ Wear OS หรือใช้งานผ่านเว็บไซต์บนเบราว์เซอร์ ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Google เดียวกันแล้วไปที่แท็บอุปกรณ์เพื่อดูตำแหน่งล่าสุด

  • หากอยู่ใกล้ในระยะ 10 เมตร สามารถเปิดใช้งานแผนที่นำทางไปยังตำแหน่งล่าสุดได้
  • สามารถสั่งการให้เครื่องส่งเสียงเตือนได้ทันที แม้ตัวเครื่องจะตั้งค่าปิดเสียงไว้ก็ตาม

มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นเด็ดขาด

หากพบว่าโทรศัพท์ถูกขโมยหรือสูญหายในสถานที่ไกล ผู้ใช้สามารถเลือกทำเครื่องหมายว่าสูญหายเพื่อล็อกอุปกรณ์ด้วยรหัสผ่าน และสามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอนสำหรับอุปกรณ์ที่รัน Android 17 ขึ้นไปและใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า พร้อมทั้งตั้งข้อความและข้อมูลติดต่อให้แสดงบนหน้าจอล็อกได้

ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรพิจารณา

การแสดงข้อมูลติดต่อบนหน้าจอล็อกอาจมีความเสี่ยง เนื่องจากมิจฉาชีพอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อหลอกลวงให้ผู้ใช้ปลดล็อกเครื่องให้ นอกจากนี้ หากเลือกใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการรีเซ็ตเป็นค่าโรงงาน (Factory Reset) ระบบจะลบข้อมูลทั้งหมดอย่างถาวรและลบอุปกรณ์ออกจาก Find Hub ทำให้ไม่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ติดตามเครื่องได้อีกต่อไป

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

แอป Adobe Premiere บนมือถือเปิดให้ใช้งานบน Android แล้ว พร้อมฟีเจอร์ตัดต่อพื้นฐานฟรี

Adobe Premiere mobile app Android interface

ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Adobe Premiere บนมือถือผ่าน Google Play ได้แล้ววันนี้ โดยการปล่อยให้ใช้งานบน Android ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เคยเปิดตัวบน iOS ไปแล้วกว่าหนึ่งปีเต็ม

ความสามารถหลักและฟีเจอร์ที่เปิดให้ใช้ฟรี

แอปพลิเคชันเวอร์ชัน Android เปิดให้ใช้งานได้ฟรีเช่นเดียวกับบน iOS โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องมือตัดต่อหลัก ผู้ใช้สามารถตัดต่อวิดีโอด้วยการแยกคลิป การเล็ม ตัดส่วนเกิน และรวมฟุตเทจเข้าด้วยกัน รวมถึงการปรับความเร็ววิดีโอ การเพิ่มข้อความ เอฟเฟกต์ และเลเยอร์เสียงเช่นเสียงพากย์ นอกจากนี้ยังสามารถส่งออกวิดีโอความละเอียด 4K ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่มีลายน้ำ และเลือกขนาดได้ตามต้องการสำหรับทุกแพลตฟอร์มโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

บริการเสริมและระบบ AI แบบมีค่าใช้จ่าย

แม้ฟีเจอร์หลักจะเปิดให้ใช้ฟรี แต่หากผู้ใช้ต้องการเข้าถึงความสามารถด้าน AI เชิงสร้างสรรค์ เช่น การสร้างสรรค์เอฟเฟกต์เสียงและการเข้าถึงสินทรัพย์ที่สร้างด้วย AI บน Adobe Firefly จะต้องซื้อเครดิต generative AI สำหรับใช้งาน นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถซื้อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์เพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชันได้อีกด้วย

ข้อจำกัดและสเปกเครื่องที่รองรับ

การติดตั้งแอปพลิเคชัน Adobe Premiere บน Android มีข้อกำหนดด้านฮาร์ดแวร์ที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตรวจสอบ โดยอุปกรณ์ที่จะติดตั้งต้องรันบนระบบปฏิบัติการอย่างน้อย Android 13 ขึ้นไป และมีหน่วยความจำแรมขั้นต่ำ 5GB

ฟีเจอร์ใหม่ที่กำลังจะมาในอนาคต

ทางบริษัทมีแผนที่จะปล่อยฟีเจอร์เพิ่มเติมสำหรับแอปพลิเคชันนี้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งรวมถึงการรองรับ Adobe Fonts, คำบรรยายที่ดีขึ้น และประสบการณ์การตัดต่อที่ต่อเนื่องและราบรื่นร่วมกับ Premiere บนเดสก์ท็อป

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569

Google เปิดตัว Googlebooks แล็ปท็อปสายพันธุ์ใหม่ที่ใช้ Android และเชื่อมต่อกับมือถือได้ไร้รอยต่อ

Googlebooks laptop Android integration New York City press event

Google เปิดให้สั่งจอง Googlebooks แล็ปท็อปรุ่นแรกอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะเริ่มส่งมอบในวันที่ 4 ตุลาคม หลังจากเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อห้าเดือนก่อน ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก ChromeOS และ Chromebook โดยในการจัดงานอีเวนต์ที่นิวยอร์กเมื่อสัปดาห์ก่อน Google และพาร์ทเนอร์ฮาร์ดแวร์ได้เผยโฉมแล็ปท็อปรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่น พร้อมชูจุดเด่นด้านการออกแบบให้ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน Android ได้ดีขึ้น

แนวคิดหลักและการเชื่อมต่อกับมือถือ Android

Sameer Samat ประธานฝ่าย Android ระบุว่า แพลตฟอร์มนี้มุ่งเน้นชุมชน Android เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีแพลตฟอร์มแล็ปท็อปที่สร้างมาเพื่อทำงานร่วมกับมือถือ Android ได้อย่างไร้รอยต่อ โดย Googlebooks ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เป็นพื้นฐาน แต่ยังคงมีสภาพแวดล้อม Linux แบบแยกส่วนพร้อม Terminal และชิปความปลอดภัยฮาร์ดแวร์ Titan รวมถึงการป้องกันมัลแวร์เช่นเดียวกับ Chromebook

การเชื่อมต่อระหว่างมือถือ Android และ Googlebooks มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เช่น การเข้าสู่ระบบครั้งแรกที่จะดึงข้อมูลรหัสผ่าน เครือข่าย Wi-Fi และประวัติข้อความ ฟีเจอร์ "continue on" ที่ช่วยส่งผ่านแอปพลิเคชันจากมือถือไปยังแล็ปท็อปได้ทันที เช่น แอปทำเพลง BandLab หรือการเปิดเว็บ Gmail อัตโนมัติเมื่อมาจากแอปบนมือถือ นอกจากนี้ แอป Files ยังแสดงพื้นที่จัดเก็บภายในของมือถือ Android เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงและย้ายไฟล์ได้สะดวก รวมถึงการแคสต์แอปจากมือถือไปยัง Googlebooks

สินค้าแนะนำ
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที
เลือกดูคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ฟีเจอร์ AI และความสามารถใหม่

Googlebooks มาพร้อมความสามารถด้าน AI หลายรายการ โดยฟีเจอร์เด่นคือ Magic Pointer ที่ทำงานผ่านเคอร์เซอร์เมื่อขยับนิ้วบนแทรพัดเพื่อเลือกองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าจอ เช่น รูปภาพ ย่อหน้าข้อความ หรือทั้งหน้าจอ เพื่อนำไปประมวลผลร่วมกับ Gemini เช่น การเลือกข้อมูลตัวเลขการวิ่งและบันทึกของแพทย์เพื่อวิเคราะห์อาการบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีระบบพรอมต์เชิงรุก, Rambler เครื่องมือแปลงเสียงพูดธรรมชาติเป็นข้อความที่ตัดคำติดอ่างออก ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในซีรีส์ Pixel 11 และฟีเจอร์ Create Your Widget สำหรับสร้างวิดเจ็ตบนเดสก์ท็อปจากการพิมพ์บรรยายสิ่งที่ต้องการ

สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้และข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

อินเทอร์เฟซของ Googlebooks มีความคุ้นเคยคล้ายกับ ChromeOS โดยมีแอปด็อกที่ด้านล่างหน้าจอ เบราว์เซอร์ Chrome และสามารถติดตั้งแอป Android จาก Play Store ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรพิจารณาว่าความสามารถในการสตรีมแอปและการเชื่อมต่อเหล่านี้ มีความแตกต่างหรือจูงใจมากพอที่จะเปลี่ยนใจจากคอมพิวเตอร์ Windows หรือ Mac เดิมที่มีอยู่แล้วหรือไม่ เนื่องจากฟีเจอร์การสตรีมแอปจาก Android ไปยัง Chromebook ก็มีใช้งานอยู่ก่อนแล้ว

สิ่งที่ควรติดตามต่อ

ต้องติดตามดูว่าฟีเจอร์และการเชื่อมต่อที่แน่นแฟ้นขึ้นบนฐานโค้ดเดียวกันระหว่าง Googlebooks และมือถือ Android จะตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ซื้อแล็ปท็อปได้มากน้อยเพียงใด และการสนับสนุนแอปพลิเคชันจากนักพัฒนาภายนอกในการรองรับระบบส่งผ่านข้อมูลจะพัฒนาไปในทิศทางใดหลังการวางจำหน่ายจริงในวันที่ 4 ตุลาคมนี้

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →