LATEST TECHNOLOGY

ข่าวเทคโนโลยีล่าสุด

AI, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ไอที, ซอฟต์แวร์ และเรื่องเด่นจากโลกดิจิทัล

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

บิล เกตส์ ชี้การปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์ไร้ระบบตรวจสอบเป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง

Bill Gates speaking about AI safeguards

บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ออกมาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนกลุ่มผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่เห็นพ้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการออกกฎระเบียบและระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยระบุว่าการปล่อยให้เทคโนโลยีนี้ไม่มีมาตรการคุ้มครองและระบบติดตามถือเป็นเรื่องที่ขาดความรับผิดชอบอย่างมาก

มุมมองต่อมาตรการฉุกเฉินและระบบปิดการทำงาน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการหาแนวทางรับมือกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โดย แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เสนอแนวคิดการสร้างสวิตช์ตัดการทำงานหรือคิลสวิตช์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทางออกในการควบคุม เมื่อถูกสอบถามถึงประเด็นนี้ บิล เกตส์ เผยว่าตนเองไม่ได้คัดค้านแนวคิดดังกล่าว แต่ชี้ว่าวิธีนี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาภัยคุกคามที่ใกล้ตัวและมีความสำคัญมากกว่าได้

สินค้าแนะนำ
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที
เลือกดูคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ภัยคุกคามที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบัน

บิล เกตส์ ระบุว่าอันตรายที่น่ากลัวที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นกลุ่มคนผู้มีเจตหนาร้ายที่เข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เช่น การก่อการร้ายทางชีวภาพ หรือการก่ออาชญากรรมทางการเงินขนาดใหญ่ โดยเขาย้ำว่าโลกไม่เคยมีอาวุธใดที่มีอานุภาพรุนแรงเท่ากับการผสมผสานระหว่างผู้มีเจตนาร้ายกับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดอีกแล้ว

แนวทางการรับมือและการมีส่วนร่วมของภาครัฐ

ในด้านการออกกฎหมายและการกำกับดูแล บิล เกตส์ ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและนักการเมืองในการเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดว่าบริษัทผู้พัฒนาควรใส่ระบบตรวจสอบและความปลอดภัยรูปแบบใดลงไปบ้าง อดีตผู้บริหาร Microsoft มองว่าแนวทางนี้จะเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานให้กับอุตสาหกรรมเล็กน้อย แต่จะไม่ส่งผลให้กระบวนการพัฒนาต้องชะลอตัวลงอย่างรุนแรงแต่อย่างใด

สิ่งที่ผู้ใช้และอุตสาหกรรมต้องติดตามต่อ

นอกเหนือจากมุมมองของผู้บริหารระดับสูงแล้ว ความเคลื่อนไหวในภาคปฏิบัติของอุตสาหกรรมเริ่มปรากฏให้เห็น โดยบริษัท Anthropic ได้ดึงตัว Accenture เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินภายนอกอิสระให้กับโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดของตน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องเรื่องการมีระบบตรวจสอบ

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

มือถือจอพับแทนที่แท็บเล็ตได้จริงหรือ? สำรวจข้อดีและข้อจำกัดก่อนตัดสินใจเปลี่ยนอุปกรณ์

foldable phone and tablet comparison

มือถือจอพับทรงบุ๊กสไตล์ในปัจจุบันมีพื้นที่หน้าจอใกล้เคียงกับแท็บเล็ตขนาดกะทัดรัด จนทำให้เกิดคำถามว่าอุปกรณ์ประเภทนี้ควรเข้ามาแทนที่แท็บเล็ตหรือไม่ โดยขนาดหน้าจอของอุปกรณ์อย่าง iPad Mini อยู่ที่ 8.3 นิ้ว ซึ่งต่างจาก Pixel 11 Pro Fold และ Galaxy Z Fold 8 Ultra เพียง 0.3 นิ้ว ขณะที่ iPhone Duo มีขนาด 8 นิ้ว และลดหลั่นลงมาเล็กน้อยที่ 7.6 นิ้ว ทำให้ความสะดวกสบายในการพกพาอุปกรณ์ที่กางออกเป็นจอขนาด 8 นิ้วแล้วพับเก็บได้กลายเป็นจุดเด่นสำคัญ

ความสะดวกในการพกพาและการรวมอุปกรณ์

ข้อดีหลักของการใช้มือถือจอพับแทนแท็บเล็ตคือความสะดวกในการพกพาและการใช้งานที่รวมอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไว้ในเครื่องเดียว ผู้ใช้สามารถใช้งานฟังก์ชันของสมาร์ทโฟนตามปกติ และกางหน้าจอออกเมื่อต้องการประสบการณ์แบบแท็บเล็ต ก่อนจะพับเก็บใส่กระเป๋าหลังได้ทันทีเมื่อเสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความยุ่งยากเรื่องแผนเน็ตมือถือ เพราะแท็บเล็ตส่วนใหญ่ต้องใช้แพ็กเกจเซลลูลาร์แยกต่างหาก หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับฮอตสปอตจากโทรศัพท์มือถือ

ข้อจำกัดด้านการทำงานและประสิทธิภาพ

แม้ว่ามือถือจอพับจะรองรับอุปกรณ์เสริมส่วนใหญ่ได้ดีและเหมาะสำหรับการทำงานพื้นฐานยามเดินทาง แต่แท็บเล็ตยังคงตอบโจทย์การทำงานที่จริงจังและการใช้งานเป็นเวลานานได้ดีกว่า มือถือจอพับเหมาะสำหรับการทำงานหลายแอปพร้อมกันประมาณ 2 ถึง 3 แอปและความบันเทิงพกพา แต่ไม่สามารถเทียบเท่าความสะดวกสบายและพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่ของแท็บเล็ตได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้พื้นที่จอมากอย่างการตัดต่อวิดีโอหรือกราฟิกดีไซน์

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ผลกระทบต่อแบตเตอรี่และต้นทุนราคา

การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือทำงานหลักตลอดเวลาส่งผลให้แบตเตอรี่ทำงานหนักและเกิดความกดดันสูง ซึ่งถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่สำคัญเนื่องจากมือถือยังเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ในแง่ของราคา มือถือจอพับไม่ได้มีราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินนัก โดยรุ่นอย่าง Pixel 11 Pro Fold และ Galaxy Z Fold 8 เปิดตัวด้วยราคาพรีเมียม การรวมมือถือและแท็บเล็ตเข้าเป็นผลิตภัณฑ์เดียวจึงอาจมีราคาสูงกว่าการซื้อแยกชิ้น ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานของผู้ใช้

ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ยังต้องปรับปรุง

ฮาร์ดแวร์ของมือถือจอพับยังคงมีความซับซ้อน ต้นทุนสูง และมีปัญหาเรื่องการสึกหรอจากบานพับและจอแสดงผล โดยการออกแบบทำให้ตัวเครื่องมีความหนาและหนักขึ้น รวมถึงรอยพับบนหน้าจอที่มองเห็นได้ภายใต้แสงบางประเภท แม้ว่าตัวเครื่องจะมีแนวโน้มบางและเบAลงก็ตาม ในส่วนของซอฟต์แวร์ แม้ระบบปฏิบัติการ Android จะจัดการหน้าจอขนาดใหญ่และการแบ่งหน้าจอได้ดีขึ้น แต่บางครั้งแอปพลิเคชันบางตัวก็ยังแสดงผลบนหน้าจอที่กางออกได้ไม่ดีนัก เช่น การยืดเลย์เอาต์แนวตั้งให้กว้างขึ้น

สิ่งที่ผู้ใช้ควรพิจารณา

มือถือจอพับมอบความสะดวกสบายระดับพรีเมียมและสามารถทำหน้าที่แทนแท็บเล็ตขนาดกะทัดรัดสำหรับการใช้งานทั่วไปได้ แต่ยังไม่สามารถทดแทนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตทุกประเภทได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการยอมรับข้อจำกัดใหม่ๆ และยังคงต้องการอุปกรณ์ทำงานภาคสนามที่มีประสิทธิภาพ การใช้แท็บเล็ตแยกต่างหากยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

BYD ประกาศพร้อมนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตตลงถนนจริง เตรียมปล่อยรถรุ่นแรกปี 2027

BYD solid-state EV battery electric vehicle

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังก้าวไปอีกขั้น เมื่อ BYD ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนออกมาเปิดเผยว่าบริษัทอยู่ในตำแหน่งผู้นำด้านเทคโนโลยีและการพาณิชย์สำหรับแบตเตอรี่โซลิดสเตต โดยมีแผนที่จะปล่อยรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวออกสู่ตลาดในปี 2027 ซึ่งจะช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่และความเร็วในการชาร์จให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

แผนการเปิดตัวและสายการผลิต

สเตลล่า ลี รองประธานบริหารของ BYD ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันแผนการดังกล่าวผ่านสื่อของสเปนอย่าง Carwow ว่าบริษัทเตรียมส่งรถยนต์รุ่นแรกที่มาพร้อมแบตเตอรี่โซลิดสเตตออกสู่ตลาดในปีถัดไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ ซุน ฮวาจุน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ FinDreams บริษัทลูกด้านแบตเตอรี่ของ BYD เคยเปิดเผยไว้ในการประชุมเรื่องแบตเตอรี่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยระบุว่าบริษัทจะมีแผนการสาธิตและติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตตในปี 2027 ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตจำนวนมากราวปี 2030

ทิศทางการใช้งานแบตเตอรี่แต่ละประเภท

แม้ว่าแบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบซัลไฟด์ที่ BYD กำลังพัฒนาจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่แบตเตอรี่ลิเธียมแบบดั้งเดิมจะยังไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน โดยเลียน ยู่โป หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ BYD ระบุว่าแบตเตอรี่โซลิดสเตตจะถูกนำไปใช้ในรถยนต์รุ่นไฮเอนด์เป็นหลัก ซึ่งจะทำงานร่วมกันและเสริมซึ่งกันและกันกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต เพื่อรองรับรถยนต์ในระดับราคาและประเภทที่แตกต่างกันไป

สินค้าแนะนำ
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที
เลือกดูคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

คุณสมบัติเด่นของแบตเตอรี่โซลิดสเตต

ความแตกต่างสำคัญระหว่างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปที่ใช้สารละลายลิเธียมเกลือ กับแบตเตอรี่โซลิดสเตต คือการใช้อิเล็กโทรไลต์แบบแข็งซึ่งทำมาจากออกไซด์ โพลิเมอร์ หรือซัลไฟด์ โดยโครงสร้างดังกล่าวช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน ทำให้สามารถผลิตแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลง เบาลง และวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูงกว่าเพราะมีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้น้อยกว่า และสามารถทำงานได้ในสภาพอากาศที่รุนแรงซึ่งเป็นข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในปัจจุบัน

ข้อจำกัดและสถานการณ์ในตลาดปัจจุบัน

ในด้านของอุปสรรคสำคัญสำหรับเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันคือเรื่องของต้นทุน ส่งผลให้ BYD วางแผนนำแบตเตอรี่โซลิดสเตตไปใช้กับรถยนต์รุ่นที่มีราคาสูงก่อน เช่น อาจเป็นรถยนต์ในอนาคตตระกูล Denza Z ทั้งนี้ BYD ไม่ใช่ค่ายรถยนต์รายเดียวที่กำลังแข่งขันในด้านนี้ เนื่องจากผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Toyota มีแผนเสนอรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตตภายในปี 2027 หรือ 2028 ขณะที่ Mercedes-Benz เริ่มทดสอบรถยนต์รุ่น EQS ที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตตแล้ว และ Stellantis ได้เริ่มนำรถยนต์ Dodge Charger ที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตตออกทดสอบบนถนนในปี 2026 รวมถึง Honda ที่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ QuantumScape เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเช่นกัน

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

เจาะลึกข้อดีและข้อจำกัดของมือถือจอพับ ก่อนตัดสินใจควักเงินจ่ายราคาสูง

foldable smartphone display hinge pros cons

ตลาดสมาร์ทโฟนจอพับในปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น แม้ว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของตลาดสมาร์ทโฟนทั้งหมด โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple, Google และ Samsung ลงมาทำตลาดในกลุ่มนี้ ท่ามกลางราคาจำหน่ายที่สูงกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปอย่างมาก ทำให้ผู้ซื้อต้องพิจารณาความคุ้มค่าและฟีเจอร์ที่ได้รับอย่างละเอียด

สถานะปัจจุบันและความสนใจของผู้บริโภค

จากความนิยมในนวัตกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนถึง 59 เปอร์เซ็นต์แสดงความสนใจในมือถือกลุ่มนี้ แม้ว่าต้นทุนและข้อกังวลเรื่องความทนทานจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ เนื่องจากอุปกรณ์มีราคาสูงกว่า 2,000 ดอลลาร์ ผู้ใช้ย่อมคาดหวังว่าฟีเจอร์ระดับสูงที่ได้รับจะตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างคุ้มค่า

จุดเด่นและข้อดีของสมาร์ทโฟนจอพับ

ผู้ใช้งานชื่นชอบมือถือจอพับจากจุดเด่นหลายประการ ได้แก่:

  • ความสะดุดตา: การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเมื่อกางออกและเสียงพับปิดที่ให้ความรู้สึกพิเศษ รวมถึงความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • ขนาดหน้าจอ: หน้าจอที่มีขนาดใหญ่ถึง 8 นิ้ว เหมาะสำหรับการท่องเว็บ สตรีมวิดีโอ อ่านหนังสือ รวมถึงงานพิมพ์ งานเขียน และแอปพลิเคชันสร้างสรรค์
  • การสนับสนุนมัลติทาสก์: ระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันได้รับการพัฒนาให้รองรับการเปิดหลายแอปพร้อมกันและการปัดสลับเนื้อหาได้อย่างราบรื่น
  • ความยืดหยุ่นในการใช้งาน: สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น พับใช้แบบมือถือปกติ, กางออกเป็นแท็บเล็ตขนาดเล็ก, พับครึ่งเพื่อใช้เป็นมินิแล็ปท็อป หรือตั้งวางเพื่อใช้เป็นกล้องสำหรับการประชุมวิดีโอและถ่ายภาพ

ข้อจำกัดและปัญหาที่ต้องพิจารณา

แม้จะมีความอเนกประสงค์สูง แต่สมาร์ทโฟนจอพับยังมีข้อเสียและข้อควรระวังหลายด้าน ได้แก่:

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ
  • ความทนทานของการพับ: กลไกการพับผ่านการทดสอบจำนวนครั้ง แต่ไม่มีรุ่นใดใช้งานได้ตลอดไป รุ่นเก่าบางรุ่นมีรอยพับปรากฏชัดเจน และหน้าจอพลาสติกหรือกระจกบางพิเศษอาจเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย
  • กลไกและฝุ่น: กลไกบานพับที่ซับซ้อนอาจติดขัดจากฝุ่นละออง โดยสามารถพิจารณาความต้านทานได้จากมาตรฐาน IP
  • น้ำหนักและขนาด: สมาร์ทโฟนจอพับ 4 รุ่นยอดนิยมในสหรัฐอเมริกามีน้ำหนักเกิน 200 กรัม เนื่องจากต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อรองรับหน้าจอ
  • กล้องถ่ายรูป: เพื่อแลกกับความบาง นักออกแบบจึงตัดกลไกกล้องขนาดใหญ่ ทำให้กล้องในมือถือจอพับส่วนใหญ่มีความล้ำหรอน้อยกว่าสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์
  • การปรับแต่งแอปพลิเคชัน: บางแอปยังปรับสัดส่วนหรือเปลี่ยนผ่านระหว่างจอแสดงผลด้านนอกและด้านในไม่ราบรื่น ผู้ที่จำเป็นต้องใช้แอปสำคัญควรตรวจสอบกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก่อน
  • ต้นทุนการซ่อมแซม: เนื่องจากมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวมาก ค่าใช้จ่ายในการซ่อมจึงสูงมาก และ iFixit ระบุว่าอุปกรณ์เหล่านี้ซ่อมแซมไม่ได้ในปัจจุบัน ทำให้ประกันภัยสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งจำเป็น

สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

การตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนจอพับขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน หากผู้ใช้ต้องการหน้าจอขนาดใหญ่สำหรับการอ่านหนังสือ การทำงาน หรือการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน และไม่ติดเรื่องราคาสเปกสูง สมาร์ทโฟนจอพับมีความพร้อมพอที่จะเป็นอุปกรณ์หลักในการใช้งานประจำวันแล้ว แต่หากผู้ใช้งานเป็นคนมือหนัก ใช้แอปที่ยังไม่รองรับหน้าจอพับ ต้องการกล้องที่ดีกว่า หรือคำนึงถึงราคา สมาร์ทโฟนแบบดั้งเดิมยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าจนกว่าสมาร์ทโฟนจอพับจะพัฒนาช่องว่างเหล่านี้ให้แคบลง

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

Google ปล่อย Android Desktop Mode สำหรับ Pixel 8 ขึ้นไป เปลี่ยนมือถือให้เป็นพีซีผ่านจอภายนอก

Pixel phone Android desktop mode monitor setup

ระบบปฏิบัติการ Android เดินหน้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปอีกขั้น หลังจากที่ผ่านมามีความพยายามจากหลากหลายค่ายในการนำเสนอประสบการณ์ใช้งานหน้าจอใหญ่ผ่านสมาร์ทโฟน เช่น ฟีเจอร์ Continuum ของไมโครซอฟท์ที่ยุติบทบาทไปในปี 2017 รวมถึง Samsung DeX และ Smart Connect จากโมโตโรลา ล่าสุดการอัปเดต Android 16 ในช่วง March Pixel Drop ได้นำฟีเจอร์ Android Desktop Mode มาสู่สมาร์ทโฟน Pixel 8 และรุ่นที่ใหม่กว่าอย่างเป็นทางการ หลังผ่านช่วงเบต้ามาหลายเดือน

วิธีเชื่อมต่อและเริ่มต้นใช้งาน

ผู้ใช้สมาร์ทโฟน Google Pixel 8 หรือรุ่นใหม่กว่า สามารถใช้งานโหมดเดสก์ท็อปได้ด้วยการเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับจอมอนิเตอร์ภายนอกผ่านสาย USB-C ความเร็วสูง เมื่อเชื่อมต่อแล้วจะมีหน้าต่างป๊อปอัปปรากฏขึ้นมาเพื่อให้เลือกระหว่างการใช้งาน Android Desktop Mode หรือการสะท้อนหน้าจอ โดยให้เลือกตัวเลือกเดสก์ท็อป จากนั้นสามารถเชื่อมต่อเมาส์และคีย์บอร์ดผ่านบลูทูธหรือฮับ USB เพื่อเปลี่ยนโทรศัพท์ให้กลายเป็นเวิร์กสเตชันเคลื่อนที่

ลักษณะการทำงานและหน้าตาอินเทอร์เฟซ

เมื่อเข้าสู่โหมดเดสก์ท็อป แอปพลิเคชันจะเปิดขึ้นมาในรูปแบบหน้าต่างที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน การเปิดแอปพลิเคชันทำได้ผ่านเมนูเริ่มต้นที่เปิดลิ้นชักแอป ขณะที่การดึงหน้าจอลงจากด้านบนจะแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ ผลการทดสอบจาก ZDNet ระบุว่าโหมดดังกล่าวสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุดแม้จะเปิดใช้งานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน นอกจากนี้ หากผู้ใช้ถอดสายโทรศัพท์ออกแล้วเชื่อมต่อใหม่ ระบบจะยังคงรักษาหน้าต่างการทำงานที่เปิดค้างไว้ เพื่อให้สามารถทำงานต่อได้ทันทีหากยังไม่ได้ปิดแอปบนโทรศัพท์

สินค้าแนะนำ
มือถือและอุปกรณ์เสริม
เลือกดูสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ข้อจำกัดที่ควรพิจารณาในการใช้งาน

แม้ว่าการใช้งานพื้นฐาน เช่น การแก้ไขเอกสารหรือการรับชมวิดีโอ จะสามารถทำได้อย่างราบรื่น แต่ผู้ใช้อาจพบปัญหาเมื่อต้องจัดการกับงานประมวลผลที่มีความหนักหน่วงมากขึ้น เช่น การแต่งภาพ ด้าน HowToGeek รายงานว่าซอฟต์แวร์ในปัจจุบันจำกัดอัตราเฟรมเรตไว้ที่ 60 Hz ขณะที่ผู้ใช้บน Reddit ระบุถึงข้อจำกัดเรื่องการไม่รองรับความละเอียด 4K ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเมื่อเชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังมีข้อจำกัดเรื่องการไม่รองรับส่วนขยายของเบราว์เซอร์ Chrome ในโหมดเดสก์ท็อป ส่งผลให้เครื่องมืออย่าง Grammarly หรือ OneTab ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ผลกระทบต่อตัวเครื่องและแบตเตอรี่

การขับเคลื่อนส่วนติดต่อผู้ใช้แบบเดสก์ท็อปที่มีหน้าต่างลอยตัวจากหน่วยประมวลผลของสมาร์ทโฟน ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในตัวเครื่อง การทดสอบจาก Android Police พบว่าตัวเครื่องจะร้อนขึ้นจนรู้สึกได้เมื่อสัมผัสหลังจากใช้งานโหมดเดสก์ท็อปไปเป็นเวลา 30 นาทีสำหรับการใช้งานเบาๆ และการใช้งานในลักษณะนี้นานๆ ยังส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือหมดเร็วกว่าการใช้งานปกติทั่วไป

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →

เตือนภัยการกดปุ่ม Power ค้างเพื่อปิดคอมพิวเตอร์ เสี่ยงไฟล์เสียหายและระบบพัง

PC power button desktop computer hardware

การกดปุ่ม Power บนพีซีค้างไว้เป็นเวลานานเพื่อบังคับปิดเครื่องในยามฉุกเฉิน เช่น เมื่อคอมพิวเตอร์ค้างสนิท เป็นการกระทำที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น เนื่องจากระบบปฏิบัติการและโปรแกรมต่าง ๆ อาจยังทำงานเบื้องหลังอยู่ การตัดไฟกะทันหันทำให้ระบบไม่สามารถปิดกระบวนการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อฮาร์ดแวร์และข้อมูลในเครื่อง

ความเสี่ยงจากการบังคับปิดเครื่อง

เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกตัดไฟกะทันหันโดยไม่มีการปิดระบบตามขั้นตอน งานที่ระบบกำลังทำเบื้องหลัง เช่น การจัดทำดัชนีไฟล์ การตรวจสอบการอัปเดต การซิงค์ข้อมูลกับคลาวด์ และการบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ จะถูกขัดจังหวะ สิ่งนี้อาจนำไปสู่ปัญหาไฟล์เสียหายหรือข้อมูลสูญหายถาวร

ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือระหว่างการอัปเดตระบบ ซึ่งมีการลบไฟล์เก่าและแทนที่ด้วยไฟล์ใหม่ หากพลังงานถูกตัดขาดกลางคัน ไฟล์สำคัญอาจหายไปจนทำให้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถบูทเครื่องหรือเริ่มต้นใช้งานได้อีกต่อไป

สินค้าแนะนำ
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที
เลือกดูคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

ข้อยกเว้นยามฉุกเฉิน

การตัดไฟหรือบังคับปิดเครื่องเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ เช่น เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดอาการค้างแบบไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีอื่นได้ นอกเหนือจากกรณีเหล่านี้ ผู้ใช้งานควรเลือกใช้วิธีการรีสตาร์ทหรือปิดเครื่องผ่านเมนูตามขั้นตอนปกติเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

วิธีปรับแต่งการทำงานของปุ่ม Power บน Windows 11

ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของปุ่ม Power บน Windows 11 ได้ตามความต้องการ เพื่อป้องกันการกดพลาดหรือเลือกฟังก์ชันอื่นที่เหมาะสมกับการใช้งาน โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ผ่านเมนู Settings เลือก System และไปที่ Power & battery จากนั้นเลือกหัวข้อการควบคุมปุ่ม Power หรือปุ่มปิดเปิดฝาเครื่องสำหรับแล็ปท็อป เพื่อเลือกคำสั่งที่ต้องการจากการกดปุ่มดังกล่าว เช่น การสั่งให้เครื่องปิดระบบ เข้าสู่โหมด Sleep โหมด Hibernate ปิดหน้าจอ หรือกำหนดให้ไม่เกิดการทำงานใด ๆ เมื่อกดปุ่ม

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , ,

อ่านต่อ →

ศึกผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ Gemini Live ปะทะ ChatGPT Voice เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง

Gemini Live vs ChatGPT Voice AI comparison

การแข่งขันด้านระบบสนทนาด้วยเสียงเรียลไทม์ระหว่าง Google และ OpenAI เผยให้เห็นแนวทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่าง Gemini Live และ ChatGPT Voice โดยมีจุดเด่นทั้งเรื่องความเป็นธรรมชาติในการพูดคุย การดึงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต และการเชื่อมต่อกับบริการดิจิทัลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ซึ่งตอบสนองความต้องการในสถานการณ์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป

ความต่างด้านน้ำเสียงและการค้นหาข้อมูล

การใช้งานจริงแสดงให้เห็นว่า ChatGPT Voice มีความโดดเด่นเรื่องการเลือกใช้คำที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก มีการใส่เสียงสะท้อนทำทีเป็นกำลังคิดหรือการเว้นจังหวะในประโยคเพื่อให้ฟังดูคล้ายมนุษย์มากยิ่งขึ้น ในขณะที่การตอบสนองของ Gemini Live จะมีโทนเสียงที่เรียบกว่า แม้บางคนอาจมองว่าน้ำเสียงที่ดูพยายามเกินไปของ ChatGPT ฟังดูแปลกหู แต่ในด้านความแม่นยำและการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก่อนตอบคำถาม ChatGPT ทำได้ดีกว่า เนื่องจาก Gemini Live อาจอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมเว้นแต่จะระบุคำสั่งให้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

แพ็กเกจค่าบริการและข้อจำกัดการใช้งาน

ทั้งสองบริการมีข้อจำกัดด้านเวลาการใช้งานสำหรับผู้ใช้ฟรีเนื่องจากกระบวนการประมวลผลเสียงต้องใช้ทรัพยากรสูง หากต้องการใช้งานต่อเนื่องจำเป็นต้องสมัครแพ็กเกจแบบชำระเงิน โดย ChatGPT มีแผนบริการเริ่มต้นที่ราคา 8 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่ Google มีแพ็กเกจ AI Plus ในราคา 5 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งจุดเด่นของฝั่ง Google คือการรวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ขนาด 400GB ที่สามารถแชร์กับสมาชิกในครอบครัวได้สูงสุด 5 คน ส่วนแพ็กเกจระดับถัดไปของทั้งสองค่ายอยู่ที่ราคา 20 ดอลลาร์ต่อเดือน

สินค้าแนะนำ
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที
เลือกดูคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอทีที่เกี่ยวข้องบน Shopee
ลิงก์นี้เป็นลิงก์ Affiliate เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันจากการสั่งซื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ

การเข้าถึงกล้องและระบบนิเวศฮาร์ดแวร์

การใช้งานร่วมกับกล้องโทรศัพท์เพื่อให้ AI มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวและให้คำแนะนำ เช่น การซ่อมจักรยาน พร้อมใส่เครื่องหมายกำกับบนวิดีโอสด เป็นฟีเจอร์ที่ Gemini Live เปิดให้ใช้ฟรีในขอบเขตจำกัด ขณะที่ ChatGPT จะต้องใช้แพ็กเกจราคาสูงสุด 20 ดอลลาร์ต่อเดือนจึงจะเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้ นอกจากนี้ Google ยังมีความได้เปรียบด้านฮาร์ดแวร์ เพราะผู้ใช้สามารถเรียกใช้งาน Gemini Live ผ่านลำโพงอัจฉริยะ Google Home, อุปกรณ์ Nest Audio หรือหูฟัง Pixel Buds ได้ทันที โดยลำโพงบางรุ่นที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2017 ก็รองรับฟีเจอร์นี้เช่นกัน แต่ต้องมีบริการ Google Home Premium ราคา 10 ดอลลาร์ต่อเดือน

การเชื่อมต่อข้อมูลส่วนบุคคล

Gemini Live มีความสามารถในการดึงข้อมูลจากบัญชี Google ส่วนตัวผ่านฟีเจอร์ Personal Intelligence เพื่อค้นหาอีเมลใน Gmail, วิดีโอใน YouTube หรือเอกสารใน Drive ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบบิลประจำเดือน หรือเพิ่มตารางนัดหมายในปฏิทินกลางคันระหว่างสนทนาได้ รวมถึงควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ในขณะที่ ChatGPT ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลส่วนบุคคลหรือบริการของ Google ในลักษณะดังกล่าวได้ในเวลานี้

สิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้ก่อนเลือกใช้งาน

แม้ทั้งสองระบบจะรองรับการใช้งานฟรีและสลับภาษาไปมาได้ทันที แต่คุณภาพการตอบสนองผ่านเสียงอาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ากับโหมดข้อความ เนื่องจากระบบต้องเร่งความเร็วในการตอบสนอง ผู้อתרที่สนใจสามารถทดลองใช้งานทั้งสองบริการในเวอร์ชันฟรีก่อนตัดสินใจสมัครแพ็กเกจรายเดือน เพื่อดูว่าคุณสมบัติเด่นของฝั่งใดตรงกับพฤติกรรมการใช้งานจริงมากที่สุด

แหล่งข้อมูล

เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ

ป้ายกำกับ: , , , ,

อ่านต่อ →