Meta สั่งแบนโฆษณา TikTok บนแพลตฟอร์มของตัวเอง หลังอีกฝ่ายบล็อกลิงก์โปรไฟล์ Instagram และ Facebook

Meta ดำเนินการแบนโฆษณาจากแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง TikTok รวมถึงบริษัทแม่ ByteDance ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ โดยโฆษกของ Meta ให้เหตุผลว่าการปฏิเสธการให้บริการโฆษณาแก่คู่แข่งที่มีเป้าหมายดึงผู้ใช้งานออกจากแอปพลิเคชันถือเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ TikTok ได้บล็อกลิงก์โปรไฟล์ Instagram และ Facebook ก่อนหน้านี้
ขอบเขตการแบนโฆษณาและประเทศที่ได้รับผลกระทบ
คำสั่งแบนโฆษณาและการตลาดจาก ByteDance ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ TikTok ในสหรัฐอเมริกา มีผลบังคับใช้ในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อียิปต์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย และเวียดนาม มาตรการนี้ยังครอบคลุมไปถึงผู้ลงโฆษณาที่เป็นบุคคลที่สามซึ่งรันแคมเปญที่เชื่อมโยงกับ TikTok ในประเทศเหล่านี้ด้วย โดย Meta ระบุชัดเจนว่าไม่มีความจำเป็นต้องรันโฆษณาให้กับคู่แข่งทางธุรกิจ
แรงกดดันด้านความปลอดภัยของเยาวชนและกฎระเบียบ
ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเยาวชนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังสร้างแรงกดดันให้กับคู่แข่งอย่าง TikTok และ YouTube โดยก่อนหน้านี้ Meta ได้ตกลงจ่ายเงินจำนวน 18,000 ล้านดอลลาร์ในข้อตกลงกับรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งบังคับให้ต้องนำฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับเด็กมาใช้บน Facebook และ Instagram ด้านหน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปยังเคยระบุในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาว่า TikTok ยังดำเนินการไม่เพียงพอในการดูแลความปลอดภัยของเยาวชน และอาจเผชิญกับการปรับเงินสูงสุดถึงร้อยละ 6 ของรายได้ประจำปีของแพลตฟอร์ม
สิ่งที่ผู้ใช้และผู้ลงโฆษณาควรู้
ความขัดแย้งระหว่างยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียส่งผลกระทบโดยตรงต่อแคมเปญการตลาดข้ามแพลตฟอร์ม ผู้ลงโฆษณาบุคคลที่สามที่เคยใช้งานแคมเปญเชื่อมโยงกับ TikTok จะไม่สามารถรันโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มของ Meta ในกลุ่มประเทศที่มีผลบังคับใช้ได้ ขณะที่ Meta เองพยายามกดดันให้คู่แข่งทำตามมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็กของตน ผ่านการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายใหญ่และการวิקורด TikTok ที่ไม่เข้าร่วมการประชุมกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในประเด็นเวลาหน้าจอและความปลอดภัยของเด็ก
สิ่งที่ต้องติดตามต่อในอนาคต
ปัจจุบัน TikTok ซึ่งมีกลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึง Larry Ellison จาก Oracle เป็นเจ้าของ ยังคงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้น้อยมาก ผู้ใช้งานและผู้เกี่ยวข้องต้องติดตามท่าทีและการตอบสนองของ TikTok รวมถึง YouTube ต่อมาตรการกดดันจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและฝั่ง Meta ที่ผลักดันให้ปรับปรุงแอปพลิเคชันตามแนวทางความปลอดภัยที่เกิดขึ้น
แหล่งข้อมูล
เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ


