Blizzard เผยเบื้องหลังการพัฒนา World of Warcraft: Forever ย้อนคืนรากเหง้าความคลาสสิกของ Azeroth

Blizzard เผยเบื้องหลังการพัฒนาเกม World of Warcraft: Forever ซึ่งเป็นเวอร์ชันรีมาสเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อขยายเนื้อหาในยุค Classic โดยทีมงานต้องปรับตัวและละทิ้งพฤติกรรมการออกแบบที่เคยใช้กับเกมเวอร์ชันปัจจุบัน เพื่อทำความเข้าใจแกแท้และปรัชญาดั้งเดิมของตัวเกมในปี 2004 ก่อนที่ตัวเกมจะมีกำหนดเปิดให้เล่นในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้
แนวคิดและการพัฒนาเพื่อคงกลิ่นอายดั้งเดิม
โครงการ Forever เกิดขึ้นจากการที่ Michael Nuthals ลีดเอนคาวน์เตอร์ดีไซเนอร์และทีมงานต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจดีเอ็นเอของ WoW Classic โดยในกระบวนการทำงาน ทีมงานจะใช้วิธีการเล่นเกมดันเจียนคลาสสิกอย่าง The Deadmines ทุกเช้าวันพฤหัสบดี ก่อนจะเข้าไปทดสอบดันเจียนใหม่ที่สร้างขึ้นสำหรับ Forever เช่น Ruins of Lordaeron เพื่อเปรียบเทียบและรักษาบรรยากาศให้มีความรู้สึกเหมือนเกมที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2004 นอกจากนี้ ทีมงานยังได้รับประสบการณ์จากการทดลองระบบใน Season of Discovery มาช่วยในการสำรวจขีดจำกัดของการออกแบบการต่อสู้ด้วย
เนื้อหาใหม่และการปรับแต่งใน World of Warcraft: Forever
ภายในเกม Forever จะพาผู้เล่นกลับสู่ฉากหลังในอาเซรอธ (Azeroth) ก่อนยุคที่เกมจะดำเนินเรื่องไปยังดินแดนอื่น โดยมีเนื้อหาสำคัญประกอบด้วยเควสต์ใหม่มากกว่า 1,000 เควสต์เพื่อสานต่อเรื่องราวที่ยังไม่สิ้นสุด มีการสำรวจพื้นที่ใหม่ในอาเซรอธ เช่น ภูเขาไฮจาล (Mount Hyjal) พร้อมทั้งเพิ่มดันเจียนและเรดใหม่ ปรับสมดุลคลาสและไอเทม รวมถึงสร้างระบบแสงเงา global illumination แบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีเผ่าใหม่อย่าง Skyborne Elves เพิ่มเข้ามาด้วย แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเกมต้นฉบับก็ตาม
ระบบความก้าวหน้าและการออกแบบการต่อสู้
แนวทางการออกแบบการต่อสู้ในเรดและดันเจียนของ Forever จะเน้นไปที่การเตรียมตัว วางแผน และการบริหารจัดการอุปกรณ์ของผู้เล่น โดยใช้แนวคิดสามเหลี่ยมการออกแบบที่เรียกว่า ความแข็งแกร่ง ความคล่องตัว และความฉลาด ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกคุ้มค่ากับการสะสมและเตรียมไอเทมไว้ล่วงหน้า ด้านระบบความก้าวหน้า ทีมงานเลือกใช้ระบบแนวนอน (horizontal progression) โดยกำหนดเพดานเลเวลไว้ที่ 60 และจะไม่มีการกระโดดเพิ่มพลังของผู้เล่นอย่างมหาศาลเมื่อมีเนื้อหาใหม่ออกมา
ข้อจำกัดและสิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้
ก่อนการเปิดตัว Blizzard ได้จัดช่วงทดสอบเบต้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ World of Warcraft สำหรับเกมนี้ แม้ว่าผู้เล่นจะต้องซื้อชุดพรีเมียมบันเดิลเริ่มต้นที่ราคา 60 ดอลลาร์สหรัฐจึงจะสามารถเข้าร่วมได้ก็ตาม นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญที่ทีมงานต้องเผชิญคือความคาดหวังที่หลากหลายของผู้เล่นที่ต้องการเห็นประสบการณ์ Classic+ แต่ละคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันว่ารูปแบบควรเป็นอย่างไร โดยมีจุดร่วมเพียงอย่างเดียวคือตัวเกมต้องไม่เล่นเหมือนเวอร์ชันรีเทลสมัยใหม่
สิ่งที่ควรติดตามต่อในอนาคต
อนาคตของ World of Warcraft: Forever หลังจากตัวเกมเปิดให้บริการในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะแผนการเพิ่มดันเจียนและโซนใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่ง Blizzard ระบุว่าจะมีทั้งโซนที่ไม่ใช่ระดับสูงสุด เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ จากเควสต์ย่อยหรือข้อมูลที่เคยปรากฏในกระดาษ รวมถึงการพิสูจน์ความมุ่งมั่นของสตูดิโอในการรักษาปรัชญาการพัฒนาเกมในระยะยาว
แหล่งข้อมูล
เรียบเรียงจากข้อมูลของ Engadget: อ่านต้นฉบับ
ป้ายกำกับ: Blizzard, Gaming, PC Game, World of Warcraft

