Perplexity เปิดตัว Hybrid Compute ฟีเจอร์แบ่งงานประมวลผล AI ระหว่างคลาวด์และเครื่องผู้ใช้เพื่อความปลอดภัย

Perplexity เปิดตัวฟีเจอร์ Hybrid Compute สำหรับ Mac แยกประมวลผลข้อมูลอ่อนไหวบนเครื่องโลคอลและงานหนักบนคลาวด์ ช่วยรักษาความปลอดภัยและลดต้นทุน
Perplexity ประกาศเปิดตัวเครื่องมือใหม่ในชื่อ Hybrid Compute ซึ่งเป็นส่วนเสริมล่าสุดในชุดแพลตฟอร์ม AI ของบริษัท โดยออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแบ่งสัดส่วนการทำงานระหว่างโมเดลขนาดใหญ่บนคลาวด์และโมเดลภาษาขนาดเล็กที่รันบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว แนวทางดังกล่าวช่วยให้ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวของผู้ใช้งานได้รับการปกป้องและปลอดภัยอยู่บนเครื่องของตนเองตลอดเวลา พร้อมทั้งช่วยควบคุมต้นทุนการประมวลผลให้ย่อมเยาลงสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปอีกด้วย
ฟีเจอร์ใหม่นี้ได้รับการผสานการทำงานเข้ากับแอปพลิเคชันบน Mac โดยตรง ระบบจะตรวจสอบเนื้อหาที่มีความอ่อนไหวโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการอัปโหลดไฟล์หรือส่งข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ต้องการแบ่งปันข้อมูลนั้นขึ้นสู่ระบบคลาวด์หรือไม่ ทาง Perplexity ได้พัฒนาตัวจำแนกประเภทความเป็นส่วนตัวขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่แนะนำไฟล์และข้อมูลที่ควรเก็บไว้ประมวลผลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เอง
การทำงานร่วมกันระหว่างโมเดลคลาวด์และโลคอล
ก่อนที่ระบบ Hybrid Compute จะกระจายงานไปยังโมเดลต่างๆ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบรายการไฟล์ที่ระบบคัดแยกไว้เพื่อความปลอดภัยได้ว่ามีข้อมูลสำคัญตกหล่นไปหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้โมเดลใดมารับผิดชอบงานในขั้นตอนนี้ โดยในส่วนของการประมวลผลแบบโลคอลจะมีตัวเลือกให้ใช้งานได้แก่ Gemma E4B และโมเดล Qwen 3.6 ขนาด 35,000 ล้านพารามิเตอร์ ซึ่งมีรุ่นย่อยที่ผ่านการฝึกฝนเพิ่มเติมโดย Perplexity และมีแผนจะเพิ่มโมเดลโลคอลให้เลือกใช้งานมากขึ้นในอนาคต
กระบวนการติดตั้งโมเดลบนเครื่อง Mac นั้นถูกจัดการผ่านแอปพลิเคชันของ Perplexity ทั้งหมดโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดหน้าต่าง Terminal ขึ้นมาดำเนินการเอง เมื่อระบบเริ่มทำงานจะมีหน้าจอแสดงผลการใช้งานซีพียู จีพียู และหน่วยความจำของเครื่อง พร้อมทั้งแถบด้านข้างที่แสดงจำนวนโทเคนที่มีการใช้งานไป โดยผู้ใช้งานจะไม่ถูกคิดค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับโทเคนที่สร้างขึ้นจากโมเดลโลคอลบนเครื่องส่วนตัว
มุมมองด้านประสิทธิภาพและความพร้อมในการใช้งาน
ทีมงานของ Perplexity ระบุว่าผลลัพธ์จากโมเดลระดับท็อปบนคลาวด์อย่างเช่น Opus 5 หรือ GPT-5.6 Sol มักจะมีคุณภาพที่ดีกว่าในแง่ของการสร้างสรรค์ชิ้นงานดิบ เนื่องจากมีความสามารถสูงกว่าและมีต้นทุนการประมวลผลที่สูงกว่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานบางกลุ่มอาจไม่ได้ต้องการโมเดลที่ทรงพลังที่สุดในการทำงานเสมอไป ทำให้เรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและต้นทุนกลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากกว่า
ทางบริษัทจึงต้องการให้ผู้ใช้งานมีอิสระในการกำหนดระดับความเหมาะสมตามลักษณะงานที่ต้องการทำ โดยระบบจะคอยแนะนำแนวทางที่ดีที่สุดให้ตามบริบท แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ตัวผู้ใช้เอง
ในเบื้องต้น Hybrid Compute เปิดให้บริการสำหรับผู้ใช้งานที่ใช้คอมพิวเตอร์ Mac ชิป Apple Silicon และรันระบบปฏิบัติการ macOS 15 เท่านั้น โดยแนะนำให้ใช้เครื่องที่มีหน่วยความจำรวมอย่างน้อย 32GB และเปิดให้ใช้งานสำหรับสมาชิกแพ็กเกจ Pro, Max รวมถึงลูกค้าในระดับองค์กร
ป้ายกำกับ: AI, Cloud, Mac, macOS, Perplexity

<< หน้าแรก