วิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบน Instagram เพื่อจำกัดการใช้ข้อมูลสำหรับโฆษณาและ AI

แนะนำวิธีตั้งค่าบน Instagram เพื่อจำกัดการนำข้อมูลส่วนตัวและกิจกรรมนอกแพลตฟอร์มไปใช้ปรับแต่งโฆษณาและระบบ AI พร้อมวิธีจัดการการซิงค์รายชื่อและประวัติแชท
ผู้ใช้งาน Instagram สามารถปรับแต่งการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเพื่อควบคุมการนำข้อมูลและกิจกรรมไปใช้งานในด้านการปรับแต่งโฆษณา เนื้อหาในฟีด รวมถึงการตอบสนองของระบบ AI ได้ โดย Meta ได้เริ่มทยอยอัปเดตเครื่องมือควบคุมใหม่เพื่อให้ผู้ใช้จัดการข้อมูลเหล่านี้ได้รัดกุมยิ่งขึ้น
การจัดการดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้สามารถจำกัดขอบเขตการแชร์ข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม เพื่อไม่ให้พฤติกรรมการใช้งานภายนอกส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานภายในแอปพลิเคชันโดยรวม
ควบคุมกิจกรรมจากธุรกิจอื่น
Meta ได้เริ่มทยอยปล่อยเครื่องมือควบคุมที่เรียกว่า Activity from other businesses เข้ามาแทนที่ระบบเดิมอย่าง Your activity off Meta technologies เพื่อรวมศูนย์การตั้งค่าข้อมูลจากพาร์ทเนอร์โฆษณา เครื่องมือนี้ทำหน้าที่ตัดสินใจว่าธุรกิจต่างๆ จะสามารถนำข้อมูลที่ส่งให้ Meta ไปใช้ในการปรับแต่งโฆษณา คอนเทนต์ในฟีด และคำตอบจาก AI ได้หรือไม่
ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับแต่งได้โดยเปิดแอปพลิเคชัน Instagram ไปที่หน้าโปรไฟล์ แตะเมนูขีดสามขีด เลือก Accounts Center และมองหาหัวข้อ Activity from other businesses แต่สำหรับบางบัญชีที่ยังไม่ได้รับอัปเดต อาจต้องเข้าไปที่ Ad preferences ตามด้วย Ad settings และ Activity information from ad partners จากนั้นเลือกตัวเลือกที่ป้องกันไม่ให้นำกิจกรรมเหล่านี้ไปใช้ในการปรับแต่ง
อย่างไรก็ตาม การตั้งค่านี้ไม่ได้หยุดยั้งธุรกิจจากการส่งข้อมูล หรือหยุด Meta จากการใช้กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใน Instagram เอง เช่น บัญชีที่กดติดตาม โพสต์หรือรีลส์ที่มีปฏิสัมพันธ์ การค้นหา การคลิกโฆษณา รายละเอียดโปรไฟล์ หรือรายชื่อลูกค้าที่ผู้ลงโฆษณาอัปโหลดไว้ การตั้งค่านี้จึงเป็นการจำกัดไม่ให้กิจกรรมนอกแพลตฟอร์มเข้ามามีผลต่อประสบการณ์โฆษณา แทนที่จะเป็นการปิดกั้นการปรับแต่งโฆษณาโดยสิ้นเชิง
สำหรับผู้ใช้งานในภูมิภาคยุโรป Accounts Center จะมีตัวเลือกเพิ่มเติมภายใต้ Ad experience ให้เลือกระหว่างโฆษณาแบบปรับแต่งตามความเหมาะสมหรือโฆษณาที่ปรับแต่งน้อยลง ซึ่งตัวเลือกหลังจะใช้สัญญาณข้อมูลน้อยกว่า แต่ทาง Meta ระบุว่ายังคงสามารถใช้รายละเอียดอย่างอายุ ตำแหน่งที่ตั้ง ข้อมูลอุปกรณ์ ปฏิสัมพันธ์กับโฆษณา และเนื้อหาบนหน้าจอในช่วงเซสชันนั้นได้
จำกัดการเข้าถึงของระบบปฏิบัติการมือถือ
บนอุปกรณ์ iPhone ผู้ใช้สามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชัน Settings เลือก Privacy & Security ตามด้วย Tracking แล้วทำการปิดสิทธิ์การเข้าถึงของ Instagram เครื่องมือ Ask App Not to Track ของ Apple จะช่วยบล็อกการติดตามข้ามแอปพลิเคชันและเว็บไซต์อื่นเพื่อการโฆษณา แต่จะไม่สามารถหยุด Instagram จากการบันทึกกิจกรรมภายในแอปของตนเองได้
ส่วนผู้ใช้งานระบบ Android สามารถเข้าไปที่ Settings เลือก Apps ตามด้วย Instagram และ Permissions เพื่อตรวจสอบการเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง รายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพและวิดีโอ กล้องถ่ายรูป รวมถึงไมโครโฟน จากนั้นให้ปฏิเสธสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น การปิดการเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งจะช่วยลดแหล่งข้อมูลตรงได้หนึ่งจุด แต่ Meta อาจยังคงประเมินคร่าวๆ ว่าผู้ใช้อยู่ที่ไหนจาก IP ข้อมูลเครือข่าย สัญญาณอุปกรณ์ และกิจกรรมในบัญชี
ในส่วนของการซิงค์รายชื่อผู้ติดต่อ จำเป็นต้องตรวจสอบแยกต่างหากโดยไปที่ Accounts Center เลือก Your information and permissions ตามด้วย Upload contacts เลือกบัญชี Instagram และปิดการเชื่อมต่อรายชื่อผู้ติดต่อบนทุกอุปกรณ์ ซึ่งจะช่วยหยุดการซิงค์ในอนาคตแต่จะไม่ลบรายชื่อที่เคยอัปโหลดไปแล้ว หากต้องการลบข้อมูลดังกล่าวให้ใช้ตัวเลือก Manage contacts ใน Accounts Center บนเว็บไซต์ Instagram.com ซึ่งทาง Meta ระบุว่ากระบวนการลบอาจใช้เวลาถึง 90 วัน
นอกจากนี้ Meta ยังใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างบัญชีต่างๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Accounts Center เดียวกัน เพื่อปรับแต่งโฆษณาและแนะนำบัญชีให้ติดตาม การนำบัญชีออกจากการตั้งค่านี้จะทำให้บัญชีหลุดจาก Accounts Center นั้น แต่อาจส่งผลให้การเข้าสู่ระบบร่วมกันและฟีเจอร์ที่เชื่อมต่ออื่นๆ ใช้งานไม่ได้ โดยการนำออกนี้จะไม่เป็นการลบตัวบัญชีหรือข้อมูลที่มีอยู่เดิม
จัดการข้อมูลจากการสนทนากับ AI
Meta เริ่มนำปฏิสัมพันธ์กับฟีเจอร์ AI มาใช้เป็นสัญญาณในการปรับแต่งเนื้อหาและโฆษณาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ในเกือบทุกภูมิภาค เช่น บทสนทนาเกี่ยวกับการเดินป่าอาจนำไปสู่คำแนะนำเกี่ยวกับโพสต์หรือสินค้าเกี่ยวกับการเดินป่าในเวลาต่อมา แม้จะไม่มีการตั้งค่าแยกต่างหากที่อนุญาตให้ใช้งานแชท AI ต่อไปได้โดยไม่นำการสนทนาเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ แต่ผู้ใช้สามารถใช้คำสั่งล้างข้อมูลในแชท AI ของ Instagram ได้
ผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่ง /reset-ai เพื่อลบสำเนาการสนทนาของ AI ตัวนั้นรวมถึงรายละเอียดที่ถูกบันทึกไว้ หรือใช้คำสั่ง /reset-all-ais เพื่อรีเซ็ตแชท AI ทุกตัวในแอปพลิเคชันพร้อมกัน บทสนทนาที่มองเห็นได้จะยังคงอยู่จนกว่าจะถูกลบออกไปต่างหาก คำสั่งเหล่านี้จะช่วยล้างบริบทที่ถูกบันทึกไว้ แต่ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการรับโฆษณา การเก็บข้อมูลทั่วไป หรือการฝึกโมเดลแต่อย่างใด
การฝึกโมเดล AI เป็นคนละส่วนกับการปรับแต่งโฆษณา โดย Meta ใช้โพสต์สาธารณะและความคิดเห็นจากบัญชีผู้ใหญ่ รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับฟีเจอร์ AI เพื่อพัฒนาโมเดลGenerative AI ในภูมิภาคที่อาศัยประโยชน์โดยชอบธรรม ผู้ใช้งานในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรสามารถยื่นคัดค้านได้ผ่านทาง Privacy Center ของ Meta แต่สิทธิ์ดังกล่าวไม่ใช่การตั้งค่ามาตรฐานทั่วไปของ Instagram
ข้อควรระวังคือ ผู้ใช้งานไม่ควรใส่ชื่อ ที่อยู่ รายละเอียดทางการเงิน ข้อมูลทางการแพทย์ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่ต้องการโพสต์เป็นสาธารณะลงในการสนทนากับ Meta AI ควรกดใช้คำสั่งรีเซ็ตหลังเสร็จสิ้นการสนทนาที่ไม่ต้องการให้ AI จดจำ และใช้แบบฟอร์มคัดค้านในพื้นที่ที่เปิดให้บริการ
ป้ายกำกับ: AI, Instagram, Meta, Privacy, Social Media

<< หน้าแรก