รีวิว GoPro Mission 1 Pro ILS กล้องเปลี่ยนเลนส์ได้รุ่นแรก พลิกโฉมวงการแอคชั่นคาเมรา

รีวิว GoPro Mission 1 Pro ILS กล้องเปลี่ยนเลนส์ได้รุ่นแรกจาก GoPro รองรับเลนส์ Micro Four Thirds พร้อมเจาะลึกจุดเด่นและข้อจำกัดในการใช้งานจริง
หลังจากให้ความสำคัญกับไลน์ผลิตภัณฑ์กล้อง Hero มานานกว่าทศวรรษ ในที่สุด GoPro ก็ได้ก้าวสู่เส้นทางใหม่ด้วยการเปิดตัวกล้องรุ่นพิเศษที่สร้างกระแสฮือฮาในวงการ GoPro Mission 1 Pro ILS ในราคา 699 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นกล้องรุ่นแรกของบริษัทที่รองรับการเปลี่ยนเลนส์ได้ โดยเลือกใช้มาตรฐานเลนส์ Micro Four Thirds (MFT) ที่มีให้เลือกใช้งานหลากหลายในช่วงราคา
แม้กระแสตอบรับในเบื้องต้นจะมีทั้งแง่บวกและความกังวล เนื่องจากตัวกล้องไม่มีระบบโฟกัสอัตโนมัติ ไม่กันน้ำ และมีตัวคูณเซ็นเซอร์ (Crop Factor) ขนาด 2.7x จนเกิดคำถามว่ากล้องรุ่นนี้ตอบโจทย์ใครกันแน่ระหว่างกลุ่มผู้ใช้งานหลักของ GoPro หรือกลุ่มคนทำหนังมืออาชีพ แต่หลังจากผ่านการทดสอบใช้งานจริง กล้องรุ่นนี้ก็ได้เผยให้เห็นตัวตนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ฮาร์ดแวร์และฟีเจอร์เด่น
โครงสร้างภายในส่วนใหญ่ของ Mission 1 Pro ILS แทบจะไม่ต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่าง Mission 1 Pro โดยยังคงความสามารถในการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K/60, เซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว, การบันทึกภาพแบบ Full Open-Gate สำหรับสัดส่วนภาพ 4K ในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงโหมดถ่ายภาพต่อเนื่องแบบ Burst Mode 960 fps นาน 10 วินาทีอันทรงพลัง นอกจากนี้ยังคงใช้หน้าจอแสดงผลด้านหลังแบบ OLED ขนาด 2.59 นิ้ว และแบตเตอรี่ Enduro 2 ความจุ 2,150 mAh เช่นเดิม
จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญคือด้านหน้าตัวกล้องที่เป็นช่องสำหรับติดตั้งเลนส์ MFT ที่มีให้เลือกมากกว่า 300 รุ่น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้งาน ผู้ใช้จะต้องรับผิดชอบในการปรับโฟกัสด้วยตนเอง รวมถึงควบคุมค่ารูรับแสงและค่าความไวแสงในกรณีที่ต้องการรีดประสิทธิภาพสูงสุดของเลนส์ แม้ว่าขนาดตัวกล้องโดยรวมจะยังคงความกะทิจัดการพกพาได้ดี แต่ขนาดและน้ำหนักจริงจะเปลี่ยนไปตามเลนส์ที่นำมาติดตั้ง
ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องตระหนักคือ กล้องรุ่นนี้ไม่มีระบบโฟกัสอัตโนมัติ และเลนส์ประเภท focus-by-wire ที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่ออิเล็กทรอนิกส์จะไม่สามารถทำงานได้ ทำให้เลนส์แบบแมนนวลกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ใช้ต้องปรับตัว
การตั้งค่าและขั้นตอนการทำงาน
ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเลนส์ ผู้ใช้จะต้องเข้าไปตั้งค่าประเภทและทางยาวโฟกัสผ่านเมนูเฉพาะของกล้อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบประมวลผลภาพอย่าง Hypersmooth และเนื่องจากหน้าจอของกล้องมีขนาดเล็ก การหาโฟกัสจึงอาจเป็นเรื่องท้าทาย GoPro จึงได้ใส่เครื่องมือช่วยเหลืออย่าง Focus Peaking ที่จะแสดงแถบสีบริเวณขอบภาพที่คมชัด รวมถึงฟังก์ชันซูมเข้า 4x หรือ 8x เพื่อตรวจสอบความคมชัดเบื้องต้น
ผู้ใช้งานยังสามารถใช้แอปพลิเคชัน Quik เพื่อดูภาพพรีวิวขนาดใหญ่ขึ้น หรือใช้แอป Mission Monitor เพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นมอนิเตอร์ผ่านสาย USB ซึ่งจะมีเครื่องมือช่วยอย่าง Zebra lines สำหรับตรวจสอบจุดที่แสงเกิน รวมถึงสั่งบันทึกวิดีโอได้ทันที การทำงานร่วมกับเลนส์อย่าง Laowa 7.5mm (เทียบเท่าระยะ 20mm เมื่อรวม Crop Factor) จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญในการกะระยะชัดลึกเพื่อป้องกันไม่ให้ตัววัตถุหลุดโฟกัส
คุณภาพของภาพถ่ายและวิดีโอ
ผลลัพธ์ด้านภาพของ ILS จะขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใช้งาน โดยการยกระดับจากรุ่นมาตรฐานถือว่าเห็นได้ชัดเจน เลนส์ Laowa 7.5mm มอบความกว้างและความเร็วที่ยอดเยี่ยมสำหรับการใช้งานทั่วไป ขณะที่เลนส์ 7artisans 25mm (เทียบเท่าระยะ 70mm) ให้ระยะชัดลึกที่ตื้นอย่างไม่น่าเชื่อคล้ายกับการใช้กล้องมิเรอร์เลสระดับโปร นอกจากนี้ตัวกล้องยังคงมีกลิ่นอายความเป็น GoPro ด้วยโหมดสีมาตรฐานและฟังก์ชันอย่าง Hyperlapse และ Super Slo-Mo
เมื่อตั้งค่าบิตเรทสูงสุดร่วมกับ 10-bit GP-Log 2 กล้องรุ่นนี้สามารถสร้างสรรค์ภาพที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นจากกล้อง GoPro ประกอบกับการรองรับอุปกรณ์ยึดจับของ GoPro ที่มีอยู่เดิม ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงมากในการถ่ายภาพนิ่ง โดยเฉพาะการถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้สะดวกรวดเร็วกว่ากล้องมิเรอร์เลสทั่วไป
อายุการใช้งานแบตเตอรี่และคู่แข่งในตลาด
ในด้านพลังงาน แม้การใช้งานทั่วไปในโหมด 4K จะให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับรุ่น Mission 1 Pro แต่เมื่อเพิ่มบิตเรท เปิดใช้งาน GP-Log2 เฟรมเรตสูง หน้าจอเปิดค้างเพื่อโฟกัส และเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนตลอดเวลา จะส่งผลให้แบตเตอรี่หมดเร็วยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ราว 2 ชั่วโมงในสภาพอากาศร้อน
เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด GoPro Mission 1 Pro ILS ถือว่ายืนอยู่บนเส้นทางเฉพาะตัว หากเปรียบเทียบกับ DJI Osmo Action 6 ที่มีรูรับแสงปรับได้และตัวเลือกเลนส์เช่นกัน ก็ยังไม่มีความหลากหลายเท่า ILS หรือหากมองหากล้องภาพยนตร์พกพาที่รองรับ MFT ก็จะมีตัวเลือกเฉพาะกลุ่มอย่าง Blackmagic Micro Studio หรือ Z Cam E2 ขณะที่ Sony ZV-E10 มีจุดเด่นเรื่องโฟกัสอัตโนมัติต่อเนื่องในระดับราคาใกล้เคียงกัน
กลุ่มเป้าหมายและความคุ้มค่า
กล้องรุ่นนี้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานแอคชั่นคาเมราทั่วไป แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคล่องตัวระดับ GoPro แต่เน้นการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์น้ำหนักเบา ช่างภาพแนวสารคดี หรือครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดียที่มีความอดทนต่อขั้นตอนการปรับโฟกัสแบบแมนนวล และชื่นชอบความสามารถระดับภาพยนตร์ที่ซ่อนอยู่ในบอดี้ขนาดเล็ก
GoPro Mission 1 Pro ILS ถือเป็นความกล้าหาญครั้งสำคัญของบริษัทในการลองทำสิ่งใหม่ๆ แม้ตัวกล้องจะมีเส้นโค้งการเรียนรู้ที่ชันและต้องแลกมาด้วยความยุ่งยากบางประการ แต่ก็นับเป็นหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่า GoPro ยังคงมีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างและมีศักยภาพในการกำหนดนิยามใหม่ให้กับวงการกล้องพกพาในอนาคต
ป้ายกำกับ: กล้องแอคชั่น, รีวิวกล้อง, GoPro, Mission 1 Pro ILS

<< หน้าแรก